ทัวร์ยุโรป

ประเทศฝรั่งเศส

 

ประเทศฝรั่งเศส : เชื่อได้ว่าสิ่งแรกที่หลายๆ คนจะนึกถึงเป็นอันดับแรกเลยก็คือ ภาษาฝรั่งเศส ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่คนไทยบอกว่ามีสำเนียงเพราะที่สุด ซึ่งภาษาฝรั่งเศส จัดได้ว่าเป็นภาษาของกลุ่มคนชั้นสูง เป็นภาษาที่มีความไพเราะภาษาหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีอาหารฝรั่งเศส ที่ดูเริดหรูอลังการ ที่ถือเป็นอาหารของกลุ่มคนชั้นสูงเช่นกัน และหากค่อยๆ ไล่ลงมาอีก ก็จะนึกถึง หอไอเฟล, แฟชั่นของเมืองปารีส, น้ำหอม,กิโยติน, ประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส, วัฒนธรรม ,พิพิธภัณฑ์ลูฟ ภาพโมนาลิซ่า,พระราชวังแวร์ซาย พระนางมาเรีย อังตัวเนต ฯลฯด้วยความโดดเด่นที่มีความหลากหลาย ทั้งเชื้อชาติและวัฒนธรรม รวมถึงประวัติศาสตร์และสิ่งก่อสร้าง    ทำให้ประเทศฝรั่งเศสถูกพูดถึง และให้ใครต่อใครอีกหลายๆ คนอยากที่จะเดินทางมาสัมผัสความงามและวัฒนธรรมด้วยตัวเอง

 

ภูมิประเทศของฝรั่งเศส : ภูมิประเทศมีลักษณะเป็นพื้นที่ราบชายฝั่งอยู่ทางเหนือและทางตะวันตก โดยอยู่ติดกับทะเลเหนือและมหาสมุทรแอตแลนติกตลอดจนถึงเทือกเขาแอลป์ทางตะวัน ออกเฉียงใต้ นอกจากนี้    ยังมีที่ราบสูงซิฟ       ซ็องทราลซึ่งอยู่ทางใต้ตอนกลางและบริเวณเทือกเขาพิเรนีส ทางตะวันตกเฉียงใต้ มียอดเขามงบล็อง    (Mont Blanc)เป็นจุดสูงสุดของประเทศซึ่งมีความสูงกว่าระดับน้ำทะเล 4,807เมตร โดยตั้งอยู่บนเทือกเขาแอลป์ในบริเวณชายแดนฝรั่งเศสและอิตาลี

 

ภูมิอากาศของฝรั่งเศส : ภูมิอากาศของประเทศฝรั่งเศส มี 3 แบบคือ แบบชายฝั่งทะเลตะวันตก ,แบบเมดิเตอร์เรเนียน และแบบภาคพื้นทวีป เพราะเป็นประเทศที่ค่อนข้างใหญ่โต ทำให้ประเทศฝรั่งเศสมีอุณหภูมิสภาพอากาศในแต่ละภูมิภาคของประเทศแตกต่างกันออกไป จากสภาพโดยรวมจะมีอากาศจะหนาวเย็นและมีหิมะตกในช่วงฤดูหนาว ส่วนพื้นที่ ๆ ติดทะเลอากาศก็จะอบอุ่นเป็นพิเศษ ซึ่งในส่วนที่ติดกับทะเลเมติเตอร์เรเนียมจะมีสภาพภูมิอากาศไม่หนาว เพราะในฤดูหนาวจะมีแสงแดดสว่างอยู่ตลอดปี ทำให้มีนักท่องเที่ยวนิยมมาพักผ่อนตากอากาศเป็นจำนวนมาก ในส่วนพื้นที่ภูเขาสูงก็จะมีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปี เช่นยอดเขามงต์บลองก์ที่อยู่ในเทือกเขาแอลป์ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในยุโรป

 

เขตเวลามาตรฐานของฝรั่งเศส : เมื่อเทียบระยะเวลาที่แตกต่างจากประเทศไทย ในช่วงปลายเดือนมีนาคม – ปลายเดือนตุลาคม เวลาจะเดินช้ากว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง และเดินช้า 6 ชั่วโมงในเดือนที่ไม่ได้มีการปรับเวลาการปรับเวลาของประเทศฝรั่งเศสในปี 2557 นั้น มีการปรับ 2 ช่วงเวลา คือเริ่มปรับเวลาในอาทิตย์สุดท้ายของเดือนมีนาคม โดยเวลาจะปรับเลื่อนไปข้างหน้า 1 ชั่วโมง หลังจากนั้น กำหนดการปรับเวลาจะสิ้นสุดลงในอาทิตย์สุดท้ายของเดือนตุลาคม เวลาจะปรับเลื่อนมาข้างหลัง 1 ชั่วโมงซึ่งตรงตามเวลาสากลปกติ

 

ประชากรและวัฒนธรรม : ประชากรชาวฝรั่งเศส มีกว่า 65.9 ล้านคน ซึ่งเมืองขนาดใหญ่ที่มีประชากรจำนวนมากได้แก่ ปารีส ลียง มาร์แซย์ ลีล นิส ตูลูซ และน็องต์ มีภาษาราชการคือภาษาฝรั่งเศส และประเทศฝรั่งเศสส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก,นิกายโปรเตสแตนท์ , ศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ใน,ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และ ศาสนาซิกส์ มีเมืองหลวงคือปารีส ส่วนวัฒนธรรมของชาวฝรั่งเศสมีมากมาย แต่อาจจะคล้ายๆ กับประเทศอื่นๆ ในยุโรปอย่าง การจับมือ คุณสามารถกล่าวทักทายว่าบงชู หมายถึงสวัสดีตอนเช้า หรือ      โอเครอวัว แปลว่า ลาก่อน และแม็กซิคือ กล่าวขอบคุณ ฯลฯ

 

ฟิล์มและกล้องถ่ายรูปภาษา : ควรเตรียมไปให้เพียงพอโดยเฉพาะฟิล์มเพราะที่ต่างประเทศราคาจะสูงมากโดยเฉพาะ ตามสถานที่ท่องเที่ยว และควรเตรียมถ่านใส่กล้องถ่ายรูปไปด้วยเพราะอากาศเย็นถ่านจะเสื่อมสภาพเร็ว

 

เงินตรา : กุลเงิน  ฝรั่งเศสในปัจจุบัน ใช้ธนบัตรและเหรียญเงินสกุลยูโร(EUR)  (€)  ธนบัตร 500€ / 200€ / 100€ / 50€ / 20€/ 10€/ 5€  เหรียญ 2€ / 1€ / 50 cents / 20c / 10c / 5c / 2c / 1เหรียญ 1€ =100 Cents อัตราการแลกเปลี่ยนเงินของ ฝรั่งเศส คือเงินสกุล ยูโร ซึ่ง1 ยูโร ประมาณ 40 บาท

 

ระบบไฟฟ้า : ระบบไฟฟ้า ฝรั่งเศสใช้ระบบไฟฟ้าเหมือนประเทศไทยคือเป็นแบบ 220 โวลต์ บางที่ก็เป็นปลั๊กสองตา บางที่ก็เป็นปลั๊กชนิดสามขา เพราะฉะนั้น จำเป็นต้องเตรียมปลั๊กเสียบ หรือ Adapter มาจากเมืองไทย จะได้สามารถใช้ปลั๊กได้ทั้ง 2 แบบ

 

การใช้โทรศัพท์ : การใช้โทรศัพท์ที่ฝรั่งเศส หากไม่คิดถึงเรื่องคาใช้จ่ายที่อาจสูงเกินไปอาจใช้บริการโทรศัพท์ของทางโรงแรมเพื่อโทรทางไกลกลับมาหาคนที่เมืองไย หรืออาจจะใช้บัตรเติมเงิน เพื่อโทรตามตู้โทรศัพท์สาธารณะก็ได้ ถ้าสนใจใช้อินเตอร์เน็ตแบบอัลลิมิเตด 4G แนะนำ ฮอทพอทแบบพกพาจาก สตาร์ทอัพ ที่ปารีสชื่อ ดู ประมาณวันละ8ยูโร ซึ่งสามารถแชร์ hotspot ได้กับ ไอแพด มือถือ และคอมฯ ได้หลายเครื่องแต่ถ้าซื้อแบบจำกัด MB ก็คงจะต้องควบคุมไม่ให้โทรศัพท์มือถือของคุณ เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตแบบอัตโนมัติตลอดเวลาซึ่งคุณสามารถปิดการเชื่อมต่อในตัวเครื่องได้ เพื่อไม่ให้ข้อความที่ส่งมา ถึงคุณ หรืออาจจะทำการปิดที่เมืองไทยก่อน เพราะไม่เช่นนั้นข้อความที่ถูกส่งมาแบบทางไกล จะทำให้คุณเสียค่าบริการแพงแน่ๆ

 

การให้ทิป : การให้ทิปในต่างประเทศ ถือเป็นเรื่องสำคัญ และมารยาทของนักท่องเที่ยวควรให้ทิปสำหรับคนที่ให้บริการท่าน อาทิคนขับรถ / ไกด์ท้องถิ่น ที่คอยอำนวยความสะดวกให้แก่ท่านระหว่างการเดินทาง

 

อาหารการกิน : ด้วยประชากรและวัฒนธรรมที่หลากหลาย ทำให้อาหารของฝรั่งเศส ต่างก็มีหลากสไตล์ ที่มีความโดดเด่น เรื่องหน้าตา และรสชาติของอาหาร ซึ่งแม้อาหารบางจาน จะถูกยกย่องให้เป็นอาหารของผู้ดีหรือชนชั้นสูงก็ตาม แต่ส่วนใหญ่ที่นักท่องเที่ยวต่างให้ความสำคัญ มักจะเป็นอาหารพื้นเมืองและที่กินกันง่ายๆ มากกว่า

ครัวซอง

ครัวซอง คือขนมอบชนิดหนึ่งที่กรอบแต่ชุ่มเนย โดยทั่วไปจะมีลักษณะโค้ง ซึ่งเป็นที่มาของชื่อครัวซอง "croissant" ในภาษาฝรั่งเศสหมายถึงพระจันทร์เสี้ยว การทำครัวซองค์จะต้องใช้แป้งพายชั้น หรือพัฟ เพสทรี่ที่ผสมยีสต์ นำมารีดให้เป็นแผ่น วางชั้นของเนยลงไปจากนั้นพับและรีดให้เป็นแผ่นซ้ำไปมา และตัดเป็นแผ่นสามเหลี่ยม นำไปม้วนจากด้านกว้างไปด้านแหลม และบิดปลายให้โค้งเข้าหากัน การอบโดยใช้ไฟแรงให้เนยที่แทรกอยู่เป็นชั้นดันแป้งให้ฟูก่อน จึงค่อยลดไฟลงเพื่อไม่ให้ไหม้

เมดิเตอเรเนียนคีชคีช

เมดิเตอเรเนียนคีช หรือคีช เป็นอาหารจานอบชนิดหนึ่งที่มีส่วนประกอบหลักคือ ไข่ นมและ ครีม ถึงแม้ว่าคีชจะมีลักษณะคล้ายพายแต่คีชกลับถูกจัดเป็นอาหารคาว โดยในคีชอาจมีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์ เนยแข็ง ผัก แม้ว่าคีชจะมีส่วนประกอบคล้าย พาสตา แต่ไม่ถูกจัดว่าเป็นส่วนหนึ่งของพาสตา

ขนมปังฝรั่งเศสบาเก็ต

ขนมปังฝรั่งเศสหรือขนมปังบาเก็ต เป็นขนมปังมีลักษณะรูปทรงเป็นแท่งยาวขนาดใหญ่ เปลือกนอกมีความแข็งกรอบ แต่เนื้อในนุ่มเหนียว และเป็นโพรงอากาศ ส่วนใหญ่นำมาหั่นเฉียงเป็นแผ่นหนา เพื่อรับประทานกับซุปหรือ ปาดเนยสด หรือทำเป็นแซนด์วิช

ปาเต

ปาเตหลายหลายชนิดกินคู่กับแตร์รีนปาเต เป็นอาหารยุโรป ปาเตมีลักษณะเป็นซอสสำหรับทา ทำจากเนื้อบดละเอียดหรือส่วนผสมของเนื้อและตับบดแบบหยาบ ๆ โดยการผสมไขมัน ผัก เครื่องเทศ สมุนไพรหรือไวน์

ฟลัวกรา

ฟลัวกรา ตับห่านหรือเป็ดที่ถูกเลี้ยงให้อ้วนเกินพกัด ซึ่งเป็นอาหารฝรั่งเศสที่ดีที่สุด มีลักษณะนุ่มมันและมีรสชาติที่แตกต่างจากตับของเป็ดหรือห่านธรรมดา ทั่วโลกมีการผลิตฟัวกราประมาณ 23,500 ตัน ในจำนวนนี้ ประเทศฝรั่งเศสเป็นผู้ผลิตมากที่สุดรองลงมาคือประเทศฮังการี ที่ยังมีการส่งออกไปที่ฝรั่งเศสอีกด้วย

 

รายการช้อปปิ้ง : ฝรั่งเศส ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งน้ำหอม เป็นเมืองแห่งแฟชั่น และความรุ่งเรืองในเกือบทุกๆ ด้าน ซึ่งนอกจากมีสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่สำคัญแล้วฝรั่งเศส ยังมีสินค้าที่เป็นของฝากหรือของที่ระลึกมากมาย ให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อหาเมื่อยามมาเยือนที่นี่อีกด้วย

น้ำหอมฝรั่งเศส

ฝรั่งเศสมีชื่อเสียงในการปรุงน้ำหอมระดับโลก ซึ่งส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวฝรั่งเศสมักจะหอบน้ำหอมกลับมาฝากคนที่บ้านมากมาย โดยเฉพาะน้ำหอมแบรนด์ฝรั่งเศสจะถูกกว่าที่อื่น ๆ เพราะเป็นเมืองที่เป็นต้นตำหรับในการผลิตน้ำหอมและส่งขายทั่วฝรั่งเศสและทั่วโลก ยี่ห้อน้ำหอมที่มีชื่อเสียงของฝรั่งเศสที่โดดเด่นคือ Dior ,Christian,Guerlain, ,Pacorabanneฯลฯ

เครื่องสำอางของฝรั่งเศส

นอกจากน้ำหอมแล้วเครื่องสำอาง ก็ถือว่าน่าซื้อน่าช้อป เพราะมีให้เลือกมากมายหลายยี่ห้อ อีกทั้งครีมบำรุงผิว แป้งฝุ่น อายแชโดว์ ลิปสติก มาสคาร่า ฯลฯ ยี่ห้อที่ดังในเมืองไทยก็จะมี Orlane, Lancome, Nina Ricci, Yves, Saint Laurent, Christian, Dior ฯลฯ ราคาก็ถูกว่าบ้านเรามาก

เสื้อผ้า และ สินค้าแฟชั่น

เสื้อผ้า เครื่องประดับและสินค้าแฟชั่น ฝรั่งเศสถือว่าเป็นแหล่งรวมแฟชั่นครบวงจร เป็นดินแดนแฟชั่นชั้นนำ ซึ่งคนไทยหลายคนที่มาเรียนเรื่องแฟชั่นที่ฝรั่งเศสเพราะที่นี่มีดีไซเนอร์ชื่อดังมากมาย และยังถือว่าแฟชั่นที่นี่ถือว่าเป็นต้นฉบับของแฟชั่นทั่วโลกก็ว่าได้ แบรนด์ดังอย่าง Chanel ,Yves ,Saint Laurent ,Nina ,Ricci, Pierre Cardin, Guy Larocheฯลฯ

กระเป๋าและเครื่องหนัง

กระเป๋าแบรนด์เนมจากฝรั่งเศส เป็นสินค้าที่นักท่องเที่ยวมักจะซื้อกลับบ้าน อย่างแบรนด์ดัง Chanel, Louis Vitton ,Longchamp ,Lancel,เป็นกระเป๋าแบรนด์เนมของฝรั่งเศสเป็นที่นิยมมากแต่ราคาถือว่าแพงสุดยอด เพราะอยู่ที่หลักแสน นอกจากนี้ยังมีเครื่องหนังของแบรนด์ Saint Laurent ,Gucci Yves ,NiNa, Ricci หากเป็นกระเป๋าเดินทางต้อง Delsey ที่เป็นของแท้แน่นอน

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไวน์

เป็นสินค้าขึ้นชื่อของฝรั่งเศส ไม่ว่าจะเป็นไวน์แดงหรือไวน์ขาวไวน์ขึ้นชื่อจะผลิตที่แคว้นบอร์โดซ เบอร์กันดี หรือแคว้นอัลซาส ส่วนแชมเปญจะผลิตที่แคว้นชองปาญแทงทา นักท่องเที่ยวสามารถเลือซื้อไปเป็นของฝากได้เช่นกัน

ของที่ระลึก

ร้านขายของที่ระลึกพวกกุญแจ รูป โมเดล ในฝรั่งเศสจะมีอยู่ทั่วไปตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ

 

เทศกาลสำคัญ

เทศกาล Carnaval de Nice

เทศกาล Carnaval de Nice จัดขึ้นทุก ๆ เดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งจะมีนักท่องเที่ยวจะหลั่งไหลมาร่วมงานกันเยอะมาก โรงแรมห้องพัก ถูกจองเต็มทุกแห่ง เพราะถือเป็นงานใหญ่ประจำปีของทางเฟร้นช์ริเวียร แต่ละปีจะมีการเปลี่ยน theme การแสดง ให้แตกต่างกันออกไป

เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์

ถือได้ว่ามีชื่อเสียงอย่างมาก เพราะหากจัดเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ขึ้นทีไร ชาวโลกก็จะได้เห็นนักแสดง และคนในวงการบันเทิงทั้งฮอลลีวู้ด และนักแสดงจากทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ที่ได้มีโอกาสนำผลงานหนังไปฉายที่เมืองนอกกับงานระดับโลกอย่างนี้ด้วย

เทศกาลลาเวนเดอร์

เทศกาลลาเวนเดอร์ประจำปีในแคว้นโพรวองซ์ จะมีนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลมาชมการเก็บเกี่ยว และเลือกชม ช้อปและเลือกชิม สินค้าโดยตรงจากเกษตรกร ซึ่งในงานจะมีการสาธิตการกลั่นลาเวนเดอร์ และขั้นตอนการผลิตผลิตภัณฑ์จากลาเวนเดอร์ รวมถึงชมการแสดงพื้นเมือง ของชาวโพรวองซ์ และร่วมเก็บเกี่ยวลาเวนเดอร์จากทุ่ง และสามารถนำกลับไป เป็นของที่ระลึกจากโพรวองซ์

 

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

ปารีส

ถือเป็นเมืองน่าเที่ยวที่สุดของประเทศฝรั่งเศส เพราะที่นี่มีบรรยากาศที่สุดโรแมนติก รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งเป็นสิ่งปลูกสร้างต่างๆ มากมาย ซึ่งหากได้มีโอกาสแวะมาเที่ยวเมืองปารีสนี้แล้ว และใช้เวลาอยู่เพียงไม่กี่วัน ก็อาจเลือกเก็บเกี่ยวประสบการณ์สูงสุด โดยอาจเลือกสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญและน่าสนใจที่สุดสำหรับคุณ เพื่อที่จะได้ไม่พลาดความสวยงามต่างๆ ของวัฒนธรรมและสถานที่ท่องเที่ยวเหล่านั้น ซึ่งจะได้ทำให้คุณได้สัมผัสกับความเป็น ปารีส อย่างแท้จริง

หอไอเฟล

หอไอเฟล ถือได้ว่าเป็นเป็นสัญลักษณ์ของฝรั่งเศสซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก ซึ่งตั้งอยู่บนถนนชองป์ เดอ มารส์ บริเวณแม่น้ำแซน เป็นหอคอยที่มีโครงสร้างเหล็ก ถือเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกอีกด้วย หอไอเฟลนี้ตั้งชื่อตามสถาปนิกผู้ออกแบบชื่อ "กุสตาฟ ไอเฟล" โดยสร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1889

หอไอเฟลไม่เพียงแต่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองฝรั่งเศส และปารีสเท่านั้น หากนักท่องเที่ยวไม่ได้ไปเยือนหอไอเฟล ถือว่าไปไม่ถึงฝรั่งเศส ทำให้ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมชมหอไอเฟลไม่ขาดสาย โดยนักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปชมทัศนียภาพรอบกรุงปารีสได้ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถซื้อบัตรที่บูธ ใกล้ๆกับฐานของหอไอเฟล แล้วขึ้นลิฟท์ไปชั้นต่าง ๆ ของหอไอเฟล หากไปเที่ยวชมช่วงเช้าหรือหลัง 6 โมงเย็น หรือไม่ใช่ช่วงเทศกาล จะได้ไม่ทำให้คุณต้องรอคิวเป็นเวลานาน

ประตูชัย (Arc de triomphe de l'Étoile)

แนวเส้นตรงทางประวัติศาสตร์ หรือ ประตูชัย เป็นถนนเส้นตรงจากสวนพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ไปยังชานเมืองปารีส ออกแบบโดยฌอง ชาลแกร็ง สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1806 เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานในการปลุกแรงใจของชาติสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นภาพของยุวชนเปลือยชาวฝรั่งเศส ที่กำลังต่อสู้กับทหารเยอรมันซึ่งเต็มไปด้วยเคราและใส่เกราะ อยู่บนถนนฌ็องเซลิเซ่ และประตูชัยนโปเลียน

ถนนฌ็องเซลิเซ่

นักท่องเที่ยวสามารถเดินตามถนนสายนี้ไปสู่ประตูชัยนโปเลียน ซึ่งเป็นถนนที่มีความสวยงามและมีชื่อเสียงที่สุดในกรุงปารีส เป็นอนุสรณ์สถานที่สำคัญในกรุงปารีส นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปชมชั้นบนของประตูชัย โดยเดินขั้นบันได 284 ขั้น หรือใช้ลิฟต์ก็ได้

เลแซงวาลิด

ตัวอาคารมีโดมที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นโดมที่สวยงามที่สุดในกรุงปารีส ซึ่งเลแซงวาลิด เป็นอาคารที่ฝังพระศพของพระเจ้านโปเลียนที่ 1และมีศพนายพลพระสหายของพระเจ้านโปเลียนอีกหลายคนฝังรวมอยู่ด้วย นอกจากนี้ยังมีศิลปะมากมายจัดแสดงอยู่ในนั้นเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชมกัน

พระราชวังแวร์ซายส์

พระราชวังแวร์ซายส์ สร้างขึ้นโดยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ซึ่งถือได้ว่าเป็นพระราชวังที่มีความสวยงามมากเป็นอันดับต้นๆของโลก โดยช่างสถาปนิก อัลเดรด เลอ นอสเตอร์ เป็นผู้ออกแบบ ใช้เวลาในการสร้างถึง 30 ปี มีนักท่องเที่ยวไปชมความงามอย่างใกล้ชิดทุกเทศกาล

พิพิธภัณฑ์ลูฟร์

พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ เป็นสถานที่ที่จัดแสดงและเก็บรักษาผลงานทางศิลปะที่ทรงคุณค่า ระดับโลกเป็นจำนวนมาก และเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะระดับโลกที่เก่าแก่และใหญ่โต ที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่งของโลก ตั้งอยู่ในกรุงปารีส รวมถึงภาพเขียนโมนาลิซา, The Virgin and Child with St. Anne, Madonna of the Rocks ซึ่งเป็นผลงานของเลโอนาร์โด ดาวินชี อยู่ในนั้นด้วย

ชมพระอาทิตย์ตกดิน กับการล่องเรือในแม่น้ำเซน

หากอยากจะชมทิวทัศน์ยามราตรีของกรุงปารีส การล่องเรือในยามใกล้ค่ำเป็นทางเลือกที่ดีมากโดยเรือจะล่องจากหอไอเฟล ผ่านสถานที่ที่น่าสนใจสองฝั่งแม่น้ำเซน รวมถึงผ่านโบสถ์นอทเทอร์ดัมด้วย ซึ่งการนั่งเรือชมพระอาทิตย์ตกดิน ควรจะไปก่อนเวลาขายตั๋ว เพื่อที่จะได้เลือกที่นั่งหลังสุดก่อนนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ซึ่งที่นั่งด้านหลังสุดนี้จะเป็นบริเวณที่ไม่มีหลังคา ไม่ล้อมด้วยกระจก ถือเป็นจุดที่ดีที่สุดสำหรับการถ่ายภาพสวย ๆ ของเมืองปารีสเมื่อยามพระอาทิตย์ตก

โบสถ์นอทเทอร์ดัม

เป็นสถานที่ที่อยู่คู่กับเมืองปารีสมาช้านานสำหรับโบสถ์นอทเทอร์ดัม ที่เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของกรุงปารีส และมีชื่อเสียงด้านความใหญ่โตหรูหรา มีสถาปัตยกรรมที่งดงามมาก นักท่องเที่ยวจะได้เห็นความอลังการของโบสถ์นอทเทอร์ดัม และต้องขึ้นบันได 387 ขั้นเพื่อไปถึงยอดของโบสถ์เพื่อชมพระอาทิตย์ช่วงเช้า เพราะดวงอาทิตย์จะส่องกระทบกับซุ้มประตูทางทิศตะวันตกของโบสถ์ มองดูเหมือนเป็นประกายเพชรที่ระยิบระยับ เพิ่มความหรูหราและสวยงามให้กับโบสถ์ได้มาก

โบสถ์แซงต์ ชาแปลล์

โบสถ์แซงต์ ชาแปลล์มีการประดัประดาด้วยกระจกสวยงามมากมาย เป็นโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ของชาวปารีส สร้างในสไตล์กอธิค นักท่องเที่ยวที่ไปเยี่ยมชมต่างยอมรับว่ากระจกที่ใช้ตกแต่งโบสถ์มีความงดงามที่สุด เมื่อแสงจากภายนอกส่องเข้ามา ยิ่งทำให้มองเห็นลายกระจกชัดเจนและสวยงามมาก

พิพิธภัณฑ์ออร์เซย์

พิพิธภัณฑ์ออร์เซย์เป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมศิลปะหลายอย่างเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นศิลปะด้านการออกแบบสิ่งทอ ศิลปะทางประวัติศาสตร์ ประติมากรรม ภาพถ่าย ซึ่งสะท้อนเอกลักษณ์ของปารีสออกมาได้เด่นชัด มีการจัดแสดงอยู่ทั้ง 3 ชั้นของพิพิธภัณฑ์ และที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาปารีสคือ การมองหาร้านอาหารที่มีหน้าต่างกระจกบานใหญ่ ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของแม่น้ำเซนได้อย่างสวยงาม

สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ของฝรั่งเศส ที่แสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์ทางศิลปวัฒนธรรมอันเป็นมรดกของชาวเมืองนี้ ลองวางแผนการเดินทางไปสถานที่ท่องเที่ยวเหล่านี้ ซึ่งหากคุณได้ไปเยือนแล้ว จะทำให้คุณเก็บภาพความประทับใจแบบไมมีวันลืมเลยทีเดียว

ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

 

ด้วยความสวยงามที่ร่ำลือกันมายาวนาน ของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ที่มีนักท่องเที่ยวทั่วโลกต่าง   เดินทางมาเยือนถิ่นนี้เพื่อสัมผัสกับบรรยากาศแห่งความสวยงาและโรแมนติกแห่งนี้ กับฉายา หลังคาแห่งทวีปยุโรป ทำให้ประเทศนี้กลายเป็นเมืองในฝันของใครต่อใครหลายคน นอกจากนี้ยังมีอาหารที่ขึ้นชื่อ รวมถึงสถานทีท่องเที่ยวที่สำคัญ ที่จะดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาเยือนประเทศสวิสเซอร์แลนด์กันมากขึ้น

 

ลักษณะภูมิประเทศ : สวิตเซอร์แลนด์ ตั้งอยู่ในใจกลางทวีปยุโรปบนเทือกเขาแอลป์ โดยมีชื่อทางการคือ สมาพันธรัฐสวิส เป็นประเทศเล็ก ๆ ที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล โดยมีพรมแดนติดกับประเทศเยอรมนี ประเทศฝรั่งเศส ประเทศออสเตรีย ประเทศอิตาลี และประเทศลิกเตนสไตน์สวิสเซอร์แลนด์ ได้รับสมญานามว่า "หลังคาแห่งทวีปยุโรป"เพราะมีเทือกเขาสูงเสียดฟ้าอย่างเทือกเขาแอลป์ สลับแซมด้วยดงดอกไม้ป่าและทุ่งหญ้าสำหรับเลี้ยงสัตว์ และยังมีภูเขาใหญ่น้อยสลับกับป่าไม้ที่แทรกตัวอยู่ตามเนินเขา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ มีพื้นที่ประมาณ 41,287 ตารางกิโลเมตร แต่มีภูเขามากที่สุดในยุโรป และเป็นประเทศที่มีทะเลสาบมาก ลักษณะของภูมิประเทศจึงไม่ค่อยมีพื้นที่ราบ รวมทั้งยังมีแม่น้ำสายสำคัญของประเทศซึ่งได้แก่ แม่น้ำไรน์ แม่น้ำโรน แม่น้ำอินและแม่น้ำทิซิโน

 

ภูมิอากาศของสวิตเซอร์แลนด์ : ประเทศสวิตเซอร์แลนด์มีด้วยกัน 4 ฤดูกาล ซึ่งแบ่งได้ดังนี้

1. ฤดูใบไม้ผลิเกิดขึ้นระหว่างเดือนมีนาคม – พฤษภาคม เป็นฤดูหนาวที่มาพร้อมบรรยากาศสวยเหนือกว่าฤดูใดทั้งหมด นอกจากนี้ พระอาทิตย์ยังขึ้นเร็วกว่าช่วงฤดูหนาวและตกช้ากว่าอีกด้วย

2. ฤดูร้อนเกิดขึ้นระหว่างเดือนมิถุนายน – สิงหาคม เป็นฤดูที่ค่อนข้างมีแสงแดดออกอยู่บ่อยๆ ขณะเดียวกันก็กลับมีฝนตกลงมาอีกด้วย อุณหภูมิระหว่างตอนกลางวันและกลางคืนยังมีความต่างกัน โดยกลางวันอยู่ที่ประมาณ 18-28 องศาเซลเซียส ส่วนตอนกลางคืนประมาณ 10-20 องศาเซลเซียส

3. ฤดูใบไม้ร่วงเกิดขึ้นระหว่างเดือนกันยายน – พฤศจิกายน สภาพอากาศมีความเปลี่ยนแปลงชัดเจนอย่างมาก ตอนกลางวันอากาศจะยังอบอุ่นแต่เมื่อตกเย็นอากาศจะหนาวเย็นขึ้น อีกทั้งบรรยากาศยังสวยงามมาก เนื่องจากใบไม้ต่างเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองทองอร่ามและมีสีส้มอมแดงให้ ได้ทอดตามองอย่างน่าประทับใจไปตามๆ กัน

4. ฤดูหนาวเกิดขึ้นระหว่างเดือนธันวาคม – กุมภาพันธ์ สภาพอากาศมีความชื้น มีปริมาณฝนตกน้อยกว่าฤดูร้อนและก่อนที่จะมีหิมะตก สภาพอากาศจะหนาวเย็นอย่างมาก

 

เวลา : เวลาที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จะช้ากว่าเวลาที่ประเทศไทย 5 ชั่วโมง ดังนั้น ท่านจะต้องปรับเวลาเมื่อเดินทางถึงประเทศสวิตเซอร์แลนด์ด้วย(หลังจากเดือน ตุลาคม-เดือนมีนาคมจะช้ากว่าประมาณ 6 ชั่วโมง)

 

ประชากรและวัฒนธรรม : ประชากร เป็นชาวสวิส เยอรมัน , สวิสฝรั่งเศส ,สวิสอิตาเลียน , โรมานช์ ฯลฯ ส่วนภาษาทางการในประเทศสวิตเซอแลนด์ คือเยอรมัน , อิตาลี , ฝรั่งเศส , โรมานซ์ และอังกฤษ ประชาชนส่วนใหญ่นับถือนิกายโรมันคาทอลิก รอลลงมาคือนับถือนิกายโปรเตสแตนท์ และศาสนาอื่นๆ

 

ค่าเงินที่ใช้ในสวิสเซอร์แลนด์ : อัตราแลกเปลี่ยนเงิน สวิตเซอร์แลนด์ ใช้เงินสกุล สวิสฟรังก์ มี ธนบัตร ใบละ สิบ ,ยี่สิบ,ห้าสิบ,หนึ่งร้อย สองร้อย และหนึ่งพัน เหรียญ เป็นเซ็นต์ และ ฟรังซ์ เทียบเป็นเงินไทยได้ประมาณสามสิบห้าบาทขึ้นอยู่กับการแลกเปลี่ยนเงินตราในประเทศนี้สามารถแลกได้ตามธนาคารทุกแห่ง ส่วนการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตภายในประเทศนี้ ควรเป็นบัตรที่ได้รับการยอมรับ เช่น อเมริกันเอ็กซ์เพรส วีซ่า และมาสเตอร์การ์ด

 

ภาษา : ประเทศสวิตเซอร์แลนด์มีภาษาราชการ 4 ภาษาด้วยกัน ได้แก่ ภาษาเยอรมัน ภาษาฝรั่งเศส ภาษาอิตาเลียน และภาษาโรมานซ์ (ภาษาละตินโบราณ) แต่จะใช้ภาษาเยอรมันกับฝรั่งเศสเป็นหลัก ส่วนภาษาอังกฤษนั้น ชาวสวิสจะใช้พูดกันทั่วไปในตัวเมือง และตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย ท่านอาจเจอคนไทย ที่อยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ค่อนข้างมาก หรืออาจพบชาวสวิสที่สามารถพูดภาษาไทยได้บ้าง

 

ฟิล์มและกล้องถ่ายรูปภาษา : ควรเตรียมไปให้เพียงพอโดยเฉพาะฟิล์มเพราะที่ต่างประเทศราคาจะสูงมากโดยเฉพาะ ตามสถานที่ท่องเที่ยว และควรเตรียมถ่านใส่กล้องถ่ายรูปไปด้วยเพราะอากาศเย็นถ่านจะเสื่อมสภาพเร็ว

 

ระบบไฟฟ้า : ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ใช้ระบบไฟฟ้า 230 โวลต์ 50 เฮิร์ตซ และใช้หัวปลั๊กแบบสามขา ฉะนั้น อย่าลืมนำหัวปลั๊กต่อเชื่อม หรือ Adapter ไปด้วย

 

การใช้โทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตสำหรับนักท่องเที่ยว : นักท่องเที่ยว สามารถโทรไปที่ต่างๆ ทั่วโลกได้ โดยการหมุนหมายเลขรหัสประเทศนั้น ตามด้วยหมายเลขเมือง และเบอร์โทรของประเทศไทยคือ 0066 + จังหวัด + หมายเลขโทรศัพท์ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์มีบริการโทรศัพท์ทางไกล ทั้งชนิดหยอดเหรียญและใช้การ์ดโฟน ส่วนการเปิดโรมมิ่ง ก่อนเปิดใช้งานจะต้องไปแจ้งทางเครือข่ายโทรศัพท์มือถือของคุณก่อน

 

อินเทอร์เน็ต : ใช้ Unlimited data ของ สวิสคอมในราคา19.90 CHF และใช้ได้10วัน และจำกัดความเร็วสูงสุด ซึ่งก็เร็วกว่าในไทย สัญญาณดีมาก ถ้าใช้maxมากๆ ทางศูนย์ก็จะ เอสเอ็มเอส มาแจ้งว่าจะลด สปีด ลิมิตร คุณก็ไปเติมเงินเพิ่ม สปีด ลิมิตรได้ หรือใครจะหาซื้อซิมก็ซื้อได้ตั้งแต่ในสนามบิน ของ สวิสคอมเป็น Prepaid Sim ราคาอยู่ที่19.90 CHF โดยจะตัดค่าเน็ตแบบ อัลลิมิเตด วันละ 2 CHF คือซื้อมาก็มีเงินอยู่ในซิม ซึ่งทางศูนย์จะหักเงินวันละ2 CHF อยู่ได้ประมาณสิบวัน

 

การให้ทิป : การให้ทิปในต่างประเทศ ถือเป็นเรื่องสำคัญ และมารยาทของนักท่องเที่ยวควรให้ทิปสำหรับคนที่ให้บริการท่าน อาทิคนขับรถ / ไกด์ท้องถิ่น ที่คอยอำนวยความสะดวกให้แก่ท่านระหว่างการเดินทาง

 

อาหารการกิน : ชีส

ชีสที่เป็นที่รู้จักกันดีทั่วโลกในฐานะ สวิสชีส ซึ่งลักษณะและรสชาติของชีสจะขึ้นอยู่กับแหล่งผลิตในแต่ละภูมิภาคของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งอาหารพื้นเมืองของชาวสวิสที่ประกอบด้วยชีส คือ ฟองดู คือการนำเอาชีสมาละลายและใช้ขนมปังหรืออาหารอื่น ๆ มาจุ่มแล้วรับประทาน

 Raclette

Raclette เป็นอาหารที่ทำมาจากชีสและยังเป็นเมนูดั้งเดิมของชาวสวิสแถบภูเขา และมีชื่อเสียง โดยจะใช้ชีสก้อนใหญ่ ๆมาละลายแล้วขูดชีสที่ละลายมาทากับขนมปัง ปัจจุบันมีการพัฒนาสูตรโดยนำชีสแผ่นหนาไปย่างแล้วกินกับมันฝรั่ง พร้อมเครื่องเคียงอย่างแตงเหลืองและหัวหอมดอง

Zürich Geschnetzeltes

Zürich Geschnetzeltes ทำมาจากเนื้อลูกวัวนำมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ และนำไปปรุงกับครีม, ไวน์ขาวและเห็ด เสิร์ฟคู่กันกับ rösti ซึ่งเป็นอาหารดั้งเดิมของชาวสวิส

Rosti

Rosti มีลักษณะคล้ายแพนเค้ก แต่ทำมาจากมันฝรั่งบด และนำไปทอดกับเนย หรือน้ำมัน และทำให้เป็นแผ่นแบน ๆ สามารถนำมารับประทานร่วมกันกับชีสหรือเบคอนได้

ช็อกโกแลต

ช็อกโกแลตถือได้ว่าเป็นหนึ่งในช็อกโกแลตที่ดีที่สุดในโลก ด้วยการควบคุมคุณภาพในโรงงานผลิตและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นของขึ้นชื่อของประเทศสวิสมีหลายแบบ ซึ่งชาวสวิส เป็นผู้ที่กินช็อกโกแลตมากที่สุดในโลก

ฟองดู

ฟองดูอาหารที่นิยมรับประทานกันในฤดูหนาวกับไวน์ขาว ด้วยการนำขนมปังก้อนเล็กๆ จุ่มในหม้อร้อน ที่มีเนยแข็ง เคี่ยวละลายในไวน์ขาว เหล้าเชอร์รี่ และเครื่องเทศ ชาวสวิสชอบทานชีสต์ โดยเฉพาะการทานแบบจิ้มและจุ่ม

 

รายการช้อปปิ้ง : แหล่งซื้อของฝากจากเมือง Interlaken ถือว่าโด่งดังมากด้านงานฝีมือทุกชนิด ตั้งแต่ผ้าปัก ไม้แกะสลักและของที่ระลึกมากมายหากอยากไปซื้อนาฬิกาเลื่องชื่อ จะต้องไปที่เมือง Luzern เป็นเมืองที่นาฬิกาโรเล็กซ์ขายดีที่สุด รองลงมาคือมีดพก ร้านค้าส่วนใหญ่เปิดบริการตั้งแต่ 9 โมงเช้าจนถึง 6 โมงครึ่งในวันธรรมดา ร้านค้าส่วนใหญ่จะปิดในวันอาทิตย์ ซึ่งสินค้ามีคุณภาพที่ผลิตในประเทศทำให้สวิตเซอร์แลนด์ศูนย์รวมนักช้อปทั่วโลก สินค้าที่มีชื่อเสียงของที่นี่ คือ นาฬิกาสวิส

นอกจากนี้ ช็อกโกแล็ตก็เป็น สินค้ามีชื่อเสียงของสวิสเช่นกัน หลากหลายชนิดทั้งรูปแบบและกลิ่นรสชาติต่าง ๆ อีกทั้งสินค้าจำพวกผ้าลูกไม้ของสวิสก็ งานเย็บปักถักร้อยก็เป็นของที่ระลึกที่มีค่า และมีดพับของสวิสเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก ยังมี

กล่องดนตรีสวย ๆ กับ ของใช้และของตกแต่งบ้านเรือนทำด้วยไม้แกะสลักและเครื่องกระเบื้องเคลือบของสวิส มีกล่องดนตรีสวย ๆ กับ ของใช้และของตกแต่งบ้านเรือนทำด้วยไม้แกะสลัก และเครื่องกระเบื้องเคลือบของสวิส เป็นงานฝีมือที่สวยงาม งานศิลปะและของสะสมที่เป็นของกึ่งโบราณ ให้เลือกซื้อหาเป็นของที่ระลึกกันอีกด้วย

 

เทศกาลสำคัญ

เทศกาล Fasnacht Spring Carnival

เทศกาล Fasnacht Spring carnival ในเมืองเมืองบาเซิล ถือได้ว่าเป็นเทศกาลที่มีชื่อเสียงของโลกในช่วงเวลา 3 วันที่เต็มไปด้วยผู้เข้าร่วมงานเทศกาลนี้ต่างพากันแต่งตัวหลากสีสัน และใส่หน้ากากหลากหลายแบบ เพื่อร่วมเดินขบวนพาเรดบนถนนเส้นหลักของเมือง

Zibelemärit

เทศกาลหัวหอมจัดขึ้นในทุก ๆ วันจันทร์ที่ 4 ของเดือนพฤศจิกายน โดยจัดขึ้นในแถบทางเหนือของเมืองเบิร์น โดยจัดเป็นตลาดขนาดใหญ่ มีร้านค้ามากกว่า 100 ร้าน ให้เดินช้อป ซึ่งจะมีเกษตรกรในแถบใกล้เคียงนำหัวหอมมาขายมากกว่า100 ตันนอกจากนี้ยังมีผักฤดูหนาว, ถั่วต่าง ๆ และผลไม้อื่นๆ มาวางขายด้วย

Der Bachfischet

Der Bachfischet เป็นเทศกาลที่จัดขึ้นในรัฐ Aarau จะมีนักเรียนจะออกมาเดิน ถือโคมไฟหลากสีสัน ซึ่งเป็นประเพณีที่มีความสวยงามอีกประเพณีหนึ่งที่จัดขึ้นทุกๆเดือนกันยายน

Chestnut Festival

Chestnut Festival เทศกาลนี้จัดที่เมือง Ascona รัฐ Tichino ในเดือนตุลาคม ของทุกปี เทศกาลนี้จะเต็มไปด้วยลูกเกาลัดสีทอง ที่มาในรูปแบบอาหารที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ลูกเกาลัดดิบ, แยม, น้ำผึ้ง, เค้ก, ไอศกรีม ฯลฯ

Klausjagen

Klausjagen ทุกวันที่ 5 ธันวาคม ในแถบรัฐ Schwyz <span lang="TH" style="font-size:16.0pt;line-height:107%;font-family:"Angsana New"

ท่องเที่ยวอิตาลี

 

หากพูดถึงประเทศอิตาลี ทำให้หลายคนคงจะนึกถึงอาหารสไตล์อีตาเลียน อย่างพิซซ่า สปาเก็ตตี้ รวมถึงสถาปัตยกรรมต่างๆ ที่สวยงาม แต่ละอย่างที่เป็นของขึ้นชื่อของประเทศอิตาลี ต่างเป็นสิ่งที่ดึงดูดทำให้นักท่องเที่ยว อยากจะเข้าไปสัมผัสกับวัฒนธรรมและสถานที่แห่งประวัติศาสตร์ ในอดีต ที่ยังคงงดงามเหลือไว้ให้ทั่วโลกได้เดินทางไปชื่นชมอย่างต่อเนื่อง ประเทศอิตาลี เป็นอีกหนึ่งประเทศในฝัน ที่หลายๆ คนอยากจะเดินทางไปท่องเที่ยว โดยเฉพาะการได้ล่องเรือในแม่น้ำเวนิช หรือชมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญแห่งประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ รวมถึงลิ้มรสอาหารต้นตำหรับจากประเทศอิตาลี พร้อมกับบรรยากาศอันงดงามตระการตา

 

ภูมิประเทศของอิตาลี : อิตาลีเป็นประเทศที่มีทะเลล้อมรอบทุกด้าน ยกเว้นทางตอนเหนือซึ่งอยู่ติดกับประเทศฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์และออสเตรีย โดยมีเทือกเขาแอลป์กั้นแบ่งระหว่างประเทศ และยังมีภูเขามอนเตบีอังโกตั้งอยู่ภายในประเทศซึ่งเป็นภูเขาที่สูงที่สุดของ ทวีปยุโรปใต้ มีแม่น้ำสายสำคัญที่ยาวที่สุดคือ แม่น้ำโป (Po) และแม่น้ำไทเบอร์ที่ทอดตัวไหลผ่านกรุงโรม ทั้งนี้ ยังมีพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำประมาณ 25% โดยเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำโปนั่นเองซึ่งอยู่ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และทางตอนเหนือของประเทศยังมีทะเลสาบขนาดใหญ่มากมายหลายแห่งอีกด้วย

 

สภาพภูมิอากาศ : เมื่อเทียบกับประเทศยุโรปอื่นๆ อิตาลีจัดได้ว่าอยู่ในเขตอบอุ่น มีแสงอาทิตย์ส่องสว่าง อากาศดีแจ่มใส แต่จริงๆแล้ว ด้วยรูปทรงยาวยื่นลงไปในทะเล โดยส่วนบนติดกับเทือกเขาแอลป์ ทำให้อิตาลีมีภูมิอากาศที่หลากหลาย ทางตอนเหนืออากาศเย็น มีหิมะตกในช่วงหน้าหนาวทว่าร้อนจัดในช่วงหน้าร้อน ในขณะที่ทางใต้อากาศอบอุ่นตลอดทั้งปี โดยมีลมจากแอฟริกาพัดพาเอาความร้อนและชื้นเข้ามาในช่วงฤดูร้อน

ฤดูกาลในอิตาลีมี 4 ฤดู คือ ฤดูหนาว ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน และฤดูใบไม้ร่วง

ช่วงเวลาที่ควรไปเยือนเวลาที่เหมาะกับการไปเยือนอิตาลีที่สุดคือ

  •      ช่วงฤดูใบไม้ผลิ เดือนเมษายน-มิถุนายน เพราะอากาศกำลังสบาย ทางตอนเหนือไม่หนาวและทางใต้ไม่ร้อนจนเกินไป และยังเป็นช่วงที่ถือว่าเป็นช่วงโลว์ซีซั่น
  •      ช่วงฤดูร้อน เดือนกรกฎาคม-กันยายน
  •      ช่วงฤดูใบไม้ร่วง เดือนตุลาคม-ธันวาคม
  •      ช่วงฤดูหนาว เดือนมกราคม-มีนาคม


ประชากรและวัฒนธรรม : ประเทศอิตาลีมีประชากรกว่า 60.6 ล้านคน เป็นประเทศทีมีประชากรมากเป็นอันดับที่ 23 ของโลกเชื้อชาติ ส่วนใหญ่คืออิตาเลียน และมีชนกลุ่มน้อยเชื้อชาติอื่นๆคือ เยอรมัน สโลเวเนียฝรั่งเศส และแอลเบเนีย ภาษาทางการคือภาษาอิตาลี ใช้ภาษาเยอรมันเป็นภาษารอง และใช้ภาษาฝรั่งเศส ,ภาษาสเปนและภาษาท้องถิ่น ชาวอิตาเลียนนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก และศาสนาอื่นๆ รวมถึงศาสนาพุทธด้วย

 

เวลา : ช่วง เดย์ไลท์ เซฟวิ่ง ไทม์ ตั้งแต่สิ้นเดือนมีนาคม จนถึงสิ้นเดือนตุลาคม เวลาในอิตาลีจะ ช้ากว่าประเทศไทย 6 ชั่วโมง และ 5 ชั่วโมง ตามลำดับ ซึ่งประเทศอิตาลีช้ากว่าประเทศไทย 6 ชั่วโมง แต่ในช่วงหน้าร้อน จะหมุนนาฬิกาล่วงหน้าอีก 1 ชั่วโมง ทำให้เวลาห่างจากประเทศไทยเพียง 5 ชั่วโมง สรุปคือฤดูร้อน ช้ากว่าเวลาประเทศไทย 5 ชั่วโมง และฤดูหนาว ช้ากว่าเวลาประเทศไทย 6 ชั่วโมง นั่นเองภาษา

 

ภาษาอิตาลี : เป็นภาษาราชการ

 

ธงชาติ : ธงชาติอิตาลีมีชื่อว่า ลา บันดิเอร่า ตริโคโลเร่ (La Bandiera Tricolore) มีแถบสีเขียว ขาว และแดง เริ่มใช้ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2340 ธงชาติอิตาลีคล้ายกับธงชาติฝรั่งเศส แต่มีแถบเขียวแทนสีน้ำเงิน สีเขียวเป็นสัญลักษณ์ของธรรมชาติและสิทธิมนุษยชน คือความเท่าเทียมกันและมีอิสระ วันชาติของประเทศอิตาลีตรงกับวันที่ 25 เมษายนของทุกปี

 

เงินตรา : อิตาลีใช้เงินสกุลยูโร โดย 1 ยูโร มีค่าประมาณ 50 บาทไทย บัตรเครดิตที่ท่านสามารถนำไปใช้ในประเทศอิตาลีได้ ได้แก่ , อเมริกัน เอ็กซ์เพรส, วีซ่า ,ไดเนอร์ส คลับ ,มาสเตอร์ การใช้เครดิตการ์ดก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สะดวกสำหรับนักเดินทางท่องเที่ยว ร้านค้าและร้านอาหารที่อิตาลีจะรับเครดิตการ์ด แต่ต้องเป็นเงินจำนวนมากพอสมควร อีกวิธีหนึ่งที่นิยมใช้กับเครดิตการ์ด คือการถอนเงินสดจากเครื่องอัตโนมัติแทนการถือเงินสดครั้งละมากๆ

 

ระบบไฟฟ้า : อิตาลีใช้ระบบไฟฟ้าเหมือนประเทศไทยคือแบบ 220 โวลต์ บางที่จะเป็นปลั๊ก 2 ตา บางที่ก็อาจเป็นปลั๊กชนิด 3 ขา ถ้าอุปกรณ์ไฟฟ้าของท่านมีปลั๊กไม่ตรงกับของทางที่พักในอิตาลีของท่าน สามารถไปขอปลั๊กต่อจากทางโรงแรมได้ (Adapter)

 

การใช้โทรศัพท์

รหัสโทรศัพท์ของประเทศอิตาลี คือ +39 โทรศัพท์ทางไกลสาธารณะทั้งแบบหยอดเหรียญ และแบบการ์ดโฟน ส่วนแบบหยอดเหรียญในกรุงโรม ปัจจุบันหาไม่ค่อยได้แล้ว นักท่องเที่ยวนิยมเปิดโรมมิ่ง ก่อนเปิดจะต้องไปแจ้งทางเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ก่อน

การใช้โทรศัพท์สาธารณะในประเทศอิตาลี ซึ่งบัตรโทรศัพท์ในประเทศอิตาลี ซื้อในแถบสนามบินจะดีที่สุด ซึ่งจะมีหลากหลายราคาตั้งแต่ 1 ยูโร จนถึง 8 ยูโร หากต้องการโทรศัพท์ไปต่างประเทศจะต้องซื้อบัตรอีกประเภทหนึ่ง หรือจะซื้อซิมอิตาลี อินเทอร์เน็ตราคาประหยัด โทรกลับไทยก็ถูกเช่นกัน ซึ่งเครือข่ายที่ใช้ คือ 3 Italy และ Wind

ซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือยี่ห้อ Three UK สามารถใช้อินเตอร์เน็ตได้ฟรี 25 GB ในประเทศอิตาลี รวมถึงอีก 9 ประเทศในยุโรป และอีก 6 ประเทศทั่วโลก เป็นซิมพร้อมแพคเกจอินเตอร์เน็ต ในราคา 999 บาทมีทั้งขนาดธรรมดา ไมโคร และนาโนซิม ใช้งานได้ 30 วัน สามารถใช้งานได้ไม่เกิน 2 เดือน จึงไม่เหมาะกับผู้อยู่ระยะยาว หากโทรกลับไทย สามารถซื้อแพคเกจเพิ่มเติมได้ สามารถใช้ร่วมกันได้ แต่ไม่เกิน 10 เบอร์

เมื่อเบอร์ของคุณได้เปิดบริการโรมมิ่ง โดยติดต่อกับศูนย์มือถือที่คุณใช้ก่อนออกเดินทาง ปัจจุบันจะไม่คิดค่าเปิดบริการ แล้วบอกคนที่ติดต่อกับคุณเป็นประจำว่ามีอะไรก็ให้เอสเอ็มเอสมาก็ได้ แล้วถ้าจำเป็นคุณจะโทรกลับไปเอง และอย่าลืมปิดบริการรับข้อความข่าวสารแบบสมาชิก เช่น บริการดูดวงเพราะคุณจะเสียเงินมากหากรับข้อความเหล่านี้เมื่ออยู่ต่างประเทศ แค่นี้คุณก็รับข้อมูลจากคนที่ติดต่อคุณได้ฟรีๆจากเมืองไทยแล้ว อย่าลืมปิดบริการวอยซ์เมลล์ เพราะถ้ามีคนโทรมาแล้วเข้าฝากข้อความ คุณก็จะเสียเงินเหมือนรับสาย

Smartphone รุ่นใหม่ๆ สามารถทำตัวเองเป็น WiFi-HotSpot ได้ ถ้าเอา โน๊ตบุคไปด้วยก็สบาย แต่ถ้าซื้อแบบจำกัด MB หรือนาที ก็จะต้องควบคุมไม่ให้โทรศัพท์มือถือของคุณ เชื่อมต่อกับ internet แบบอัตโนมัติตลอดเวลา เพราะจะเสียค่าบริการมาก

 

การให้ทิป : การให้ทิปในต่างประเทศ ถือเป็นเรื่องสำคัญ และมารยาทของนักท่องเที่ยวควรให้ทิปสำหรับคนที่ให้บริการท่าน อาทิคนขับรถ / ไกด์ท้องถิ่น ที่คอยอำนวยความสะดวกให้แก่ท่านระหว่างการเดินทาง

 

อาหารการกิน : ชาวอิตาลีภูมิใจใน อาหารของเขาเป็นอย่างมาก เพราะรสชาติและสไตล์อาหารอิตาเลียน มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ซึ่งถือว่ามีความโดดเด่นที่สุดในบรรดาอาหารชาติตะวันตก เพราะมีกรรมวิธีการทำที่พิถีพิถัน รสชาติเยี่ยมอีกทั้งยังมีรูปแบบเป็นเอกลักษณ์ หลากหลาย

Antipasto อันติปาสโต

อันติปาสโต เป็นอาหารจานแรกสำหรับเรียกน้ำย่อย อันติปาสโตเป็นอาหารทะเลสดรวมหลากชนิด บางแห่งอันติปาสโตจะเป็นไส้กรอกเค็มซาลามี โดยมีแฮมดิบฝานบางๆ รับประทานกับแตงเมลอน หรือผักนานาชนิดชุบแป้งทอด รับประทานกับซอสต่างๆ

Crostini ครอสตินี่

ครอสตินี่ อาหารอีกแบบที่นิยมกันมาก ซึ่งใช้ขนมปังแผ่นกลมๆเล็กๆ หั่นขวาง ทาหน้าด้วยปลาแองโชวี มะกอกบด ตับบด ฯลฯ หรือขนมปังกระเทียม ซึ่งทาด้วยนำมันมะกอกโรยกระเทียมแล้วนำไปอบพอกรอบ หรืออาจสั่งซุปผักมาเป็นอาหารเรียกน้ำย่อยก็ได้

อาหารว่างของชาวอิตาเลียน

ชาวอิตาเลียน นิยมนำของว่างมารับประทานกับกาแฟหรือไวน์เป็นการรองท้องระหว่างมื้อ ซึ่งพิซซ่าที่อิตาลีมักจะเป็นเพียงแผ่นแป้งอบทาซอสมะเขือเทศและมีแฮม มะเขือเทศ ซาลามี และเห็ด วางห่างๆ มีแองโชวีโรยอยู่บางๆ จะเน้นเนยแข็งที่ละลายยืดเหนียว แต่หากอยากรับประทาน พิซซ่าอร่อยๆ ควรจะไปนั่งรับประทานในร้านที่มีเตาอบดินเผาแบบโบราณ ซึ่งคุณจะได้พบเมนู

พิซซ่าหน้าทะเล ,พิซซ่าหน้าเห็ด ,พิซซ่าทาซอสมะเขือเทศ ที่โรยปลาแองโชวี ,พิซซ่าใส่เนยแข็ง 4 อย่าง และพิซซ่าเจหน้าผักหลากชนิด

อาหารจานหลัก

ส่วนใหญ่แล้วอาหารจานหลักจะเป็นเนื้อสัตว์ที่นำมาอบ ต้ม ทอดและตุ๋น หรือย่าง มีทั้งแบบเรียบง่าย อย่างสตูอาหารทะเล ปลาซาร์ดีนคลุกเกลือย่าง อกไก่อบราดซอส สเต็กเนื้อแกะ เนื้อลูกวัวชุบแป้งขนมปังทอด และไก่ฟ้าสอดไส้

แต่ละท้องถิ่นของอิตาลี จะมีอาหารประเภทเนื้อสำหรับจานหลักเด่นๆ แถบริมทะเล อาหารจานหลักคือปลา ทางตอนเหนือ จะรับประทานเนื้อวัวและเนื้อแกะ ซึ่งอาหารจานหลักจะเสิร์ฟเนื้อมาล้วนๆ และจะมีผักหรือมันฝรั่งเป็นอาหารจานย่อยเป็นเครื่องเคียง

 

รายการช้อปปิ้ง : นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่นชมย่านแฟชั่นชื่อดัง บันไดสเปน ซึ่งเป็นย่านช้อปปิ้งหลักที่เมืองมิลาน ซึ่งจะเต็มไปด้วยร้านแฟชั่นของดีไซเนอร์ชั้นนำมากมายอีกด้วย สินค้าแนะนำ สินค้าแบรนด์เนมทุกประเภท เสื้อผ้าและเครื่องใช้ อิตาลีมีชื่อมากว่า และเป็นที่กำเนิดของดีไซเนอร์ดังๆ โดยมีมิลานเป็นศูนย์กลางของแฟชั่นในอิตาลีอย่าง Gucci,Emporio Armani, Benetton,Prada,ฯลฯ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้วทั่วโลก แต่ถ้าไม่อยากจะซื้อสินค้าราคาสูง ร้านค้าเสื้อผ้าบูติกตามเมืองต่างๆ ก็อาจมีสินค้าสวยๆ ไม่แพ้กัน และยังมีเครื่องหนัง รองเท้า เข็มขัด กระเป๋า ฯลฯ ที่อิตาลีเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องเครื่องหนัง คือฟลอเรนซ์

เครื่องแก้ว

แก้วเป่าสีสันสวยงามเป็นสินค้าที่มีชื่อของเวนิชที่มีมานานหลายร้อยปี และยังเป็นที่นิยมอยู่จนทุกวันนี้ มีทั้งแบบคลาสิกและแบบดีไซน์สมัยใหม่เฉียบ

เครื่องปั้นดินเผา

เครื่องปั้นดินเผาจำพวกชาม เหยือกน้ำ ฯลฯ ที่ระบายสีตกแต่งสวยงาม ถือเป็นสินค้าชื่อดังของทัสคานีและซิซิลี

เครื่องประดับ

เครื่องประดับที่ออกแบบได้เก๋ไก๋สะดุดตา หรือเครื่องทองสไตล์โบราณที่งามอร่ามตา ทำให้คนที่รักของสวยๆ งามๆ ใจอ่อนเอาได้ง่ายๆ ฟลอเรนซ์มีชื่อมากในเรื่องเครื่องทอง ส่วนโรมและมิลานเป็นแหล่งของเครื่องประดับสมัยใหม่

เฟอร์นิเจอร์ทั้งแบบของเก่า และแบบใหม่ล้ำยุค และยังมีผ้าลูกไม้ ผ้าปักลายละเอียด หรือผ้าไหมอิตาเลียนเนื้อนุ่ม ให้เลือกซื้อหาอีกด้วย

 

เทศกาลสำคัญ 

งานเทศกาลคาร์นิวัล

เทศกาลคาร์นิวัลเป็นการเฉลิมฉลองและประเพณีท้องถิ่น ซึ่งจะมีทุก ๆ เดือนกุมภาพันธ์ ของทุกปี คาร์นิวัลที่มีชื่อเสียงที่สุดจะต้องจัดขึ้นที่เวนิส เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเฉลิมฉลอง ด้วยการแต่งตัว พร้อมกับใส่หน้ากาก และเต้นรำไปพร้อมกับดนตรีต่าง ๆ พร้อมกับตื่นตาตื่นใจไปกับการแสดงพลุของเทศกาลนี้อีกด้วย

เทศกาลดนตรี Maggio Musicale Fiorentino

<span lang="TH" style="font-size:16.0pt;line-height:10

ประเทศเดนมาร์ก

 

ประเทศเดนมาร์ก หลายคนอาจจะนึกถึง นมไทย เดนมาร์ก ซึ่งความจริงแล้วอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกันเท่าใดนักกับนมข้างกล่อง หากแต่เพราะประเทศเดนมาร์ก มีการเลี้ยงวัวนมพันธุ์ดี และมีการผลิตชีสจากนมวัว รวมถึงผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ทำจากนมวัว ทำให้เดนมาร์กมีชื่อเสียงทางด้านนมมากประเทศเดนมาร์กมีพื้นที่ประมาณ 43,077 ตารางกิโลเมตร ลักษณะของภูมิประเทศประกอบไปด้วยเกาะเล็กเกาะใหญ่ประมาณ 406 เกาะ ซึ่งร้อยละ 90 ของเกาะไม่มีผู้อยู่อาศัย รวมถึงหมู่เกาะกรีนแลนด์และหมู่เกาะแฟโรซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเอง ประเทศเดนมาร์กมีอาณาเขตทางบกทั้งหมดประมาณ 68 กิโลเมตร ซึ่งเป็นพรมแดนที่ติดอยู่กับประเทศเยอรมนี อีกทั้งยังมีความยาวของชายฝั่งทะเลทั้งหมดประมาณ 7,314 กิโลเมตร นอกจากนี้ ยังมีลักษณะภูมิประเทศซึ่งเป็นแบบที่ราบลูกระนาดต่ำและแบนถึงเป็นลูกคลื่นเล็กน้อย

 

ลักษณะภูมิประเทศ : ประเทศเดนมาร์ก เป็นประเทศกลุ่มนอร์ดิก มีแผ่นดินหลักตั้งอยู่ บนคาบสมุทรจัตแลนด์ อยู่ทางทิศเหนือของประเทศ เยอรมนี อยู่ทางทิศใต้ของประเทศนอร์เวย์ และอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศสวีเดน อีกทั้งยังมีพรมแดนจรดทะเลเหนือและทะเลบอลติก ซึ่งประเทศเดนมาร์กมีเกาะใหญ่น้อยประมาณ 400เกาะ โดยมีดินแดนนอกชายฝั่งห่างไกลออกไปสองแห่ง คือหมู่เกาะแฟโรและ เกาะกรีนแลนด์

 

ภูมิอากาศของเดนมาร์ก : ประเทศเดนมาร์กเป็นประเทศที่มีลักษณะภูมิอากาศแบบเขตอบอุ่น คือ เป็นอาณาเขตที่อยู่ระหว่างซีกโลกร้อนกับขั้วโลก มีลักษณะภูมิอากาศแบบเขตชื้นและมีเมฆมาก เมื่อถึงฤดูหนาวจะมีลมพัดผ่านเข้ามาอ่อนๆ และเมื่อถึงฤดูร้อนอากาศจะค่อนข้างเย็นสบาย

 

ประชากรและวัฒนธรรม : เดนมาร์กมีประชากรกว่า 5.4 ล้านคน ส่วนใหญ่มีเชื้อสายเดนมาร์ก และยังมีชาวพื้นเมืองของกรีนแลนด์และแฟโรเพราะประเทศเดนมาร์กแม้จะมีอารยธรรม และวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง แต่ก็สามารถรับวัฒนธรรมอื่นๆ รวมถึงการเรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ๆที่เข้ามา แล้วนำมาประยุกต์ ให้เข้ากับประเทศของตัวเองได้อย่างกลมกลืนและลงตัว อย่างสีสันจากเทศกาลดนตรี ที่ถูกจัดขึ้นในเดนมาร์ก ไม่ว่าจะเป็นดนตรีร็อค แจ็ส หรือคลาสสิกรวมถึงดนตรีสไตล์คันทรี ที่สามารถสื่อสารออกมาให้ขาวเมืองได้รับรู้และซึมซับสิ่งเหล่านี้ไปพร้อมๆกั

 

ภาษา : ที่ใช้ในประเทศเดนมาร์กเรียกว่า ภาษาแดนิช ซึ่งชาวแดนิชส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษได้ดี และที่นี่ใช้ภาษาเดนมาร์กเป็นภาษาราชการ

และยังมีการใช้ภาษากรีนแลนด์และภาษาแฟโร ภาษาเยอรมันเป็นภาษาชนกลุ่มน้อยรวมถึงภาษาอังกฤษ ซึ่งประชากรเป็นสมาชิกของคริสตจักรเอวาเจลิคัลลูเธอรันแห่งเดนมาร์ก ซึ่งถือเป็นศาสนาประจำชาติ

 

เขตเวลามาตรฐานของเดนมาร์ก :  เมื่อเทียบระยะเวลาที่แตกต่างจากประเทศไทย เวลาในประเทศเดนมาร์กเดินช้ากว่าเวลาในประเทศไทย 5 ชั่วโมง

 

ฟิล์มและกล้องถ่ายรูปภาษา : ควรเตรียมไปให้เพียงพอโดยเฉพาะฟิล์มเพราะที่ต่างประเทศราคาจะสูงมากโดยเฉพาะ ตามสถานที่ท่องเที่ยว และควรเตรียมถ่านใส่กล้องถ่ายรูปไปด้วยเพราะอากาศเย็นถ่านจะเสื่อมสภาพเร็ว

 

เงินตรา : ระบบหน่วยเงินตราของเดนมาร์กคือ โครนเดนมาร์ก หรือ Dkr โดยมีอัตราแลกเปลี่ยน 1 ออยโร เท่ากับประมาณ 7 โครน เมื่อเทียบกับเงินบาทไทย จะมีอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 1โครนเท่ากับประมาณ 6 บาท แต่การอัตราการแลกเงินแต่ละครั้งจะไม่เท่ากันเสมอไป ขึ้นอยู่กับค่าเงินของแต่ละช่วงด้วย ควรเช็คก่อนทำการแลก

 

ระบบไฟฟ้า : กระแสไฟฟ้าของเดนมาร์กเป็นแบบ 220 โวลต์ เช่นเดียวกับไทย แต่ก็ควรจะนำแอดปเตอร์ไปด้วย เผื่อปลั๊กอาจจะไม่เหมือนกัน

 

การใช้โทรศัพท์ : การโทรกลับไปเมืองไทย จากเดนมาร์ก จะต้องกด รหัสประเทศไทย 0066 + รหัสจังหวัด + หมายเลขโทรศัพท์ นอกจากการใช้เครื่องโทรศัพท์ของที่พักในเดนมาร์ก ในการติดต่อโดยตรงหรือผ่านโอเปอเรเตอร์แล้ว ยังอาจใช้เครื่องสาธารณะประเภทหยอดเหรียญ, โฟนการ์ด หรือบัตร Pre-Paid Card ของบริษัทเครือข่ายต่างๆ ได้อีกด้วย หรือ จะใช้ เน็ตทอล์คโทรผ่าน อินเทอร์เน็ต ประมาณ 5.5 บาทต่อนาที สำหรับ มือถือ เข้าเบอร์บ้าน 0.85 บาทต่อนาที โทรกลับไทย 1 บาทต่อนาทีและประมาณ 6.5 บ ต่อ นาที สำหรับคอลแบค โทรผ่านมือถือไปเดนมาร์กหรือโทรกลับไทย(เบอร์มือถือ) เข้าเบอร์บ้านประมาณ 1.9 บาทต่อนาที มีบริการส่งเอสเอ็มเอสไปเดนมาร์ก ข้อความละ 3 บาท ส่งกลับไทย 1 บาทต่อข้อความ หรือหากซื้อซิมที่เดนมาร์ก ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดบริการโรมมิ่งที่ไทย โดยสามารถเลือกแบบเล่นเน็ตได้ โดยอาจซื้อแพ็คเก็จเสริมเพิ่มเติม แล้วจึงค่อยใช้แอพโทร กลับ หรือติดต่อทางโซเชียล ก็จะประหยัดขึ้น

 

การให้ทิป : การให้ทิปในต่างประเทศ ถือเป็นเรื่องสำคัญ และมารยาทของนักท่องเที่ยวควรให้ทิปสำหรับคนที่ให้บริการท่าน อาทิคนขับรถ / ไกด์ท้องถิ่น ที่คอยอำนวยความสะดวกให้แก่ท่านระหว่างการเดินทาง

 

อาหารการกิน : ชาวเดนิชให้ความสำคัญในเรื่องอาหารการกิน กันมากเพราะที่เดนมาร์กจะมีร้านอาหาร และ ภัตตาคารกระจาย อยู่ทั่วประเทศ หากมีโอกาสมาเยือนแดนโคนมแห่งนี้ สิ่งที่พลาดไม่ได้ ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยว จะต้องไปชิมอาหารพื้นเมืองต่างๆ ซึ่งอาหารพื้นเมืองของประเทศเดนมาร์ก ที่มีความหลากหลายทั้งเมนูหลาก สไตล์ และมีรสชาติอร่อย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมต่างๆ รวมถึงขนมอบรสชาติเยี่ยม

Smorrebrod

แซนด์วิชเปิดหน้าหรือSmorrebrod ว่ากันว่าเป็นแซนด์วิชที่มีหน้าให้เลือก เป็นร้อยชนิด

Karbonader

มีทบอลทอด หรือ Karbonader นิยมเสิร์ฟพร้อมกับ มะเขือเทศและน้ำเกรวี่ ที่ให้รสชาติหอม มัน อร่อย เหมาะสำหรับเป็นของว่าง

Frikadeller

คล้ายกับมีทบอล แต่มีลักษณะเป็นเนื้อหมูสับปนกับเนื้อวัวแล้วปั้นเป็นก้อนกลมๆ นำไปทอดหรือย่าง ซึ่งยังเป็นอาหารท้องถิ่น ของประเทศในแถบสแกนดิเนเวียอื่นๆ ด้วย

Steak

ชาวเดนนิช มักทานสเต็ก หมู ปลา ไก่ และเนื้อ กับไส้กรอกซาลามี่และมะเขือเทศ

Plaice

ปลาเพลซ ที่ยังรวมทั้งปลารมควันต่างๆ อาทิเช่น ปลาเฮอร์ริ่ง, ปลาอีลปลา, แมคคาเรล ฯลฯ ที่เสิร์ฟคู่กับ    เฟรนช์ฟรายส์ และเครื่องปรุงอย่าง Remoulade ซึ่งแหล่งรวมร้านอาหารซีฟู๊ด โดยเฉพาะอาหารจานปลาที่โด่งดังที่สุด ของเมืองโคเปนเฮเกน จะรวมตัวกันอยู่ที่ย่าน Gammel Strand และ Nyhaven

 

รายการช้อปปิ้ง : ดินแดนแห่งนี้ยังเคยเป็นถิ่นฐานของนักรบในตำนานอย่างนักรบไวกิ้งซึ่งเป็น ที่เกรงขามของผู้คนแถบยุโรปเหนือ ซึ่งนอกจากความเงียบสงบของเมืองเดนมาร์กแล้ว ที่นี่ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวมากมาย เพราะผู้มาเยือนเดนมาร์กจะได้พบกับดินแดนที่เต็มไปด้วยความสงบสุขและ ธรรมชาติที่สวยงามวัฒนธรรมและวิถีชีวิตความเป็นอยู่และการคมนาคม ที่ได้รับการดูแลอย่างดีจากชาวเมือง จนทำให้ประเทศมีความสวยงาม

แม้จะเป็นอีกประเทศที่มีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย แต่ของฝากที่ขึ้นชื่อของประเทศเดนมาร์กนั้น ส่วนใหญ่จะเน้นของกินซะมากกว่า ไม่ว่าจะเป็น แซลมอนรมควัน ,ช็อกโกแลต , cheese, danish sausage,แยม, liver pate และ candy ซึ่งที่นี่จะมีรสชาติแปลกๆ ให้เลือกมากมาย รวมถึงของที่ระลึกพื้นเมืองต่างๆด้วย

 

เทศกาลสำคัญ : แม้จะมีอารยธรรมหลากหลาย แต่นอกเหนือจากประเพณีหลักๆ ทั่วไปแล้ว เทศกาลเด่นๆ ที่มีความสำคัญที่สุดของประเทศเดนมาร์กก็คือ ประเพณีเผาแม่มดหรือ Sankt Hans นั่นเอง

Sankt Hans

Sankt Hans’s หรือ ประเพณีเผา แม่มด ซึ่งทุกวันที่ 23 มิถุนายน ของทุกปี จะมีประเพณีเผาแม่มดของชาวเดนมาร์ก ซึ่งแม่มดที่ว่านี้จะทํามาจากฟาง ซึ่งเป็นความเชื่อว่าเป็นการเผาความชั่วร้าย ให้หมดไป และเพื่อทำการต้อนรับ ฤดูร้อนที่สดใส และจะทำให้ชาวนา ชาวไร่ ประกอบสัมมาอาชีพ โดยปราศจากอุปสรรคใดใด

ไม่น่าเชื่อว่าวันนี้จะเป็นวันที่มีเวลากลางวันยาวนานที่สุดในรอบปี โดยก่อนจะมีการเผาแม่มด จะมีการกล่าวสุนทรพจน์จากนักการเมืองท้องถิ่นหรือ อาจจะเป็นนักประพันธ์ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่นับถือและรู้จักของชุมชนนั้น ๆ รวมถึงมีการแสดงดนตรี และร้องเพลงด้วยบทประพันธ์ของ Holger Drachmanns ซึ่งประเพณีเผาแม่มดนี้ ได้รับมาจากธรรมเนียมเยอรมัน ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 นั่นเอง

 

สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศเดนมาร์ก : ถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจและสำคัญมากมาย สำหรับประเทศเดนมาร์ก ซึ่งหลายคนบอกว่าที่นี่เป็นประเทศแห่งความสงบ และมีอารยธรรมที่เรียบง่าย เพราะแหล่งท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ ส่วนใหญ่จะอยู่ในเมืองใหญ่อย่าง โคเปนเฮเกน ซึ่งที่นี่ได้รวมสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามเดนมาร์กเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมอันโดดเด่น และทัศนียภาพสวยงาม แม้จะมีวิถีชีวิตสมัยใหม่ เข้ามาสู่ประเทศเดนมาร์กอย่างมากมายและแพร่หลาย ชาวเดนมาร์กมีความหวงแหนในสมบัติของชาติและช่วยกันอนุรักษ์สถานที่เก่าแก่ อันศักดิ์สิทธิ์และโบราณ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นโบสถ์หรือตึกทางประวัติศาสตร์ต่างๆ

เมืองโคเปนเฮเกน

เรียกได้ว่าเมืองโคเปนเฮเกนที่ตั้งอยู่ชายฝั่งตะวันออกของเกาะซีแลนด์ เป็นทั้งเมืองหลวงและเมืองชายฝั่งทะเลของประเทศเดนมาร์ก ที่เมืองนี้มีการทำประมงและเป็นเมืองท่าของการขนส่งสินค้า รวมถึงการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมซึ่งมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ จะมีเรื่องราวที่น่าสนใจ ทำให้สถานที่เที่ยวของเดนมาร์ก มีเสน่ห์และสามารถดึงดูดให้ใครต่อใครอยากจะเดินทางมาสัมผัสกับที่นี่อยู่ ตลอดเวลา

Little Mermaid

เงือกน้อย เป็นอีกจุดหนึ่งที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาสัมผัสกับตัวจตนของเจ้า หญิงแอเรียล เจ้าของเทพนิยาย เจ้าหญิงเงือกหรือ ลิตเติ้ล เมอร์เมด ซึ่งนักแต่งนิทานที่มีชื่ออย่าง ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน ชาวเดนมาร์ก ที่เป็นผู้ประพันธ์ นิทานที่โด่งดัง โดยมีผลงานที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกก็คือเรื่อง เงือกน้อย ,พระราชากับชุดล่องหน ,เจ้าหญิงหิมะ, ลูกเป็ดขี้เหร่ ฯลฯ ซึ่งรูปปั้นเงือกน้อย จึงเปรียบเสมือนเป็นสัญลักษณ์ของกรุงโคเปนเฮเกน ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานถึงจินตนาการของแอนเดอร์สัน

ซึ่งรูปปั้นนี้เกิดขึ้นจากนาย Carl Jacobsen ผู้ก่อตั้งโรงกลั่นเบียร์ คาร์ลสเบิร์กดูบัลเล่ต์เรื่อง The Little Mermaid ที่เขียนขึ้นโดยนาย ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซนแล้วรู้สึกประทับใจ จึงเป็นแรงบันดาลใจให้นาย Carl Jacobsen จ้างนักปั้นฝีมือดี คือนาย Edvard Erickson ปั้นรูปนางเงือกขึ้นมาโดยภรรยาของนาย Edvard Eriksen มานั่งเป็นแบบปั้นนั่นเอง

พระราชวังอะมาเลียนบอร์ก

Amalienborg Palace เป็นพระราชวังและเป็นที่ประทับของราชวงค์เดนมาร์กมาโดยมีสถาปัตยกรรมแบบร็อค โคโค ตรงกลางมีพระรูปทรงม้าของพระเจ้าเฟรดเดอริกที่ 4 ส่วนปีกด้านหนึ่งของพระราชวังนั้นเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ ของห้องต่าง ๆ ที่เคยเป็นที่พำนักของราชวงศ์ในสมัยก่อน

ปราสาทโรเซนเบิร์ก

Rosenborg Castle เป็นปราสาทสมัยศตวรรษที่ 17 สร้างในสมัยพระเจ้าคริสเตียนที่ 4 ในสไตล์ดัตช์เรอเนสซองส์ นอกจากจะมีความงามของตัวตึกภายนอกและภายในแล้ว ที่ปราสาทแห่งนี้ยังเป็นที่เก็บเครื่องเพชร และมหามงกุฎ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ของราชวงศ์เดนมาร์กอีกด้วย

น้ำพุแห่งราชินีเกฟิออน

Gefion Fountain หรือน้ำพุแห่งราชินีเกฟิออน มีตำนานเล่าว่า ราชินีเกฟิออน ได้แปลงร่างลูกชายทั้ง 4 คนให้กลายเป็นโคเพื่อที่จะได้ช่วยไถพื้นดินขึ้นมาจากใต้น้ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่เทพเจ้าได้ดลบันดาลให้พระนางกอบกู้บ้านเมืองขึ้นมา โดยทำให้พื้นดินเหล่านั้นกลายมาเป็นประเทศเดนมาร์กในปัจจุบัน

พิพิธภัณฑ์เรือไวกิ้ง

เดนมาร์กมีบรรพบุรุษเป็นชาวไวกิ้งโบราณ ที่ดำรงชีวิตบนเรือที่มีเอกลักษณ์ ซึ่งพิพิธภัณฑ์นี้ตั้งอยู่ที่เมืองโคเปนเฮเกน ภายในพิพิธภัณฑ์เรือไวกิ้งมีซากเรือไวกิ้งโบราณจัดแสดง ซึ่ง เป็นซากเรือที่กู้มาจากใต้ทะเลลึก มีทั้งแบบที่เหลือเพียงซากปรักหักพังและแบบที่มีความสมบูรณ์ทั้งลำ

Tivoli

Tivoli เป็นหนึ่งในสวนสนุกที่เก่าแก่ที่สุดในโลกมีเครื่องเล่นต่างๆ มากมาย ที่ยังคงมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาสัมผัสกับบรรยากาศเก่าๆ และเล่นเครื่องเล่น ซึ่งภายในสวนสนุก ยังเต็มไปด้วยร้านอาหาร และร้านกาแฟ และสวนดอกไม้นานาชนิด

Nyhavn

นูฮาวน์ สมัยก่อนเป็นท่าเรือพาณิชย์ที่ไว้สำหรับรับเรือจากทั่วทุกมุมโลกมาเทียบท่า ซึ่งในปัจจุบันบริเวณนี้ รายล้อมไปด้วยผับ บาร์ และร้านขายเหล้า และปรับปรุงขึ้นมาเป็นร้านอาหารและการตกแต่งตึกรามบ้านช่องที่มีสีสันสดใส นอกจากนี้ ยังเป็นที่สำหรับล่องเรือชมวิวและสถานที่ต่างๆ รอบกรุงโคเปนเฮเกน ได้อีกด้วย

Copenhagen Zoo

สวนสัตว์โคเปนเฮเกน เป็นสวนสัตว์ที่มีสัตว์นานาชนิดมากกว่า 3,000 ตัว ซึ่งมาจากทั่วโลก และยังเป็นสถานที่ที่สถาปนิกชื่อดังผลิตผลงานของตนเอง นอกจากนี้ยังเป็นที่อยู่สำหรับช้างพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จำนวน 2 เชือก แด่กษัตริย์เฟรเดริกที่ 9 ปัจจุบันช้างไทยในสวนสัตว์กรุงโคเปนเฮเกนมีทั้งหมด 3 เชือก ซึ่งช้างอีก 1 เชือกมาจากชาวสุรินทร์สำหรับชาวเดนมาร์ก

ประเทศเยอรมนี

 

ประเทศเยอรมนี เชื่อว่านอกจากนักฟุตบอลแล้ว หลายคนอาจจะกำลังนึกถึงเบียร์เยอรมัน ขาหมูเยอรมัน ไส้กรอก ซึ่งล้วนแล้ว แต่เป็นอาหารหรือกับแกลมอันลือชื่อทั้งนั้น ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะมีอิทธิพลมายังบ้านเราได้แบบชิลๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องอาหารการกินมากกว่า ส่วนจุดเด่นของเยอรมันนั้น ก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่มีความสำคัญและถือว่ามีชื่อเสียงอย่างมาก บวกกับความสวยงามของธรรมชาติ และวัฒนธรรมที่ทำให้ประเทศเยอรมนี เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาสัมผัสกับความงามของที่นี่ได้

 

ภูมิประเทศของเยอรมนี : ลักษณะของภูมิประเทศเยอรมนีส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูงลูกฟูกและเป็นเนื้อที่ กว้าง มีหุบเขาแคบๆ บริเวณพื้นที่ราบสูง รวมถึงพื้นที่ที่มีภูเขามากมักจะมีความสูงชันและลาดลงไปสู่ที่ราบน้ำท่วมถึง โมเซล ซึ่งอยู่ในทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ

 

ภูมิอากาศของเยอรมนี : ลักษณะอากาศของเยอรมนีเป็นแบบค่อนข้างไปทางอุณหภูมิที่มีอากาศหนาวเย็น และแบ่งได้เป็น 4 ฤดู

  •     ฤดูร้อน อยู่ในช่วงเดือนมิถุนายน ถึงเดือน สิงหาคม
  •     ฤดูใบไม้ร่วง อยู่ในช่วงเดือนกันยายน ถึงเดือนพฤศจิกายน มีอากาศ เย็นลงและมีฝน ใบไม้จะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง สีแดงบ้างดูสวยงาม
  •     ฤดูหนาวอยู่ในช่วงเดือนธันวาคม ถึงเดือนกุมภาพันธ์ อุณหภูมิอาจติดลบถึง ลบ 5 องศาและมีหิมะตกบ้าง
  •     ฤดูใบไม้ผลิอยู่ในช่วงเดือนมีนาคม จนถึงเดือน พฤษภาคมมีอากาศอบอุ่น ดอกไม้เริ่มบานและต้นไม้แตกใบอ่อน

เขตเวลามาตรฐานประเทศเยอรมนี : เมื่อเทียบระยะเวลาที่แตกต่างจากประเทศไทย เวลาในประเทศเยอรมนีเดินช้ากว่าเวลาในประเทศไทย 5 ชั่วโมง

 

ฟิล์มและกล้องถ่ายรูปภาษา : ควรเตรียมไปให้เพียงพอโดยเฉพาะฟิล์มเพราะที่ต่างประเทศราคาจะสูงมากโดยเฉพาะ ตามสถานที่ท่องเที่ยว และควรเตรียมถ่านใส่กล้องถ่ายรูปไปด้วยเพราะอากาศเย็นถ่านจะเสื่อมสภาพเร็ว

 

เงินตรา : ค่าเงินที่ประเทศเยอรมนีใช้ก็คือสกุลยูโร คือ1ยูโรเท่ากับประมาณ 34.41บาท ซึ่งอัตราการแลกเปลี่ยนเงินสกุลยูโรอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ควรเช็คทุกครั้งก่อนแลก

 

ระบบไฟฟ้าในประเทศเยอรมัน : ประเทศเยอรมนีใช้ไฟฟ้า 220 โวลต์ โดยจะมีช่องเสียบปลั๊กเป็นแบบสองขากลมและมีเบ้ากลมลึกลงไป ควรเตรียมแอดปเตอร์ติดตัว ไปด้วย

 

การใช้โทรศัพท์ : สำหรับรหัสโทรศัพท์เมื่อโทรเข้าประเทศเยอรมนี คือ +49 แล้วตามด้วย 0 แล้วจึงกดเบอร์โทรศัพท์ หรืออาจจะหาซื้อบัตรเติมเงิน หรือหยอดเหรียญ แต่ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยพบโทรศัพท์สาธารณะในเมืองเล็ก ๆ ส่วนบัตรโทรศัพท์หาซื้อได้ตามไปรษณีย์ และตามส่วนที่บริการนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังสามารถซื้อซิมการ์ด แล้วนำมาใช้กับโทรศัพท์ที่เรานำไปจากเมืองไทยได้เช่นกัน ส่วนระบบอินเทอร์เน็ต ที่เยอรมนีจะปล่อยสัญญาณ Wi-Fi หรือ W-Lan มีการจัดระบบให้บริการฟรีในเมืองใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร,โรงแรมและ สนามบิน ซึ่งทางเยอรมนีต้องการให้มีการกระจายระบบ Wi-Fi ให้มากละทั่วถึงในแถบเมืองเล็ก ๆ อีกด้วย การซื้อซิมการ์ดที่เยอรมนี มีราคาถูก เน็ตของที โมบาย 3 GB ใช้ได้ 1 เดือน ราคารวมซิมและแพ็คเก็จ แล้วประมาณ 20 ยูโรซึ่งอาจจะไม่ต้องใช้โรมมิ่งก็ได้

 

การให้ทิป : การให้ทิปในต่างประเทศ ถือเป็นเรื่องสำคัญ และมารยาทของนักท่องเที่ยวควรให้ทิปสำหรับคนที่ให้บริการท่าน อาทิคนขับรถ / ไกด์ท้องถิ่น ที่คอยอำนวยความสะดวกให้แก่ท่านระหว่างการเดินทาง

 

อาหารการกิน : อาหารที่ขึ้นชื่อของ เยอรมนี อาหารเยอรมันแตกต่างกันมากในแต่ละพื้นที่ แต่ในเยอรมนีเนื้อหมูเป็นที่นิยมกินกันมากที่สุดตลอดทุกภาค ส่วนเนื้อมักจะแปรรูปเป็นไส้กรอก มากกว่าซึ่งมีกว่า 1500 ชนิดของไส้กรอกที่ผลิตในประเทศเยอรมนี

Würste

ไส้กรอกของชาวเยอรมันจัดได้ว่าเป็นอาหารยอดนิยมทาง เบอร์ลิน นิยมทาน Currywurst ซึ่งเป็นไส้กรอก ที่มีผงกระหรี่อยู่ด้านบน ส่วนทางบาวาเรียนิยมทาน Weisswurst ไส้กรอกขาว ที่เสิร์ฟกับมัสตาร์ดหวาน หรือ Wollwurst ไส้กรอกที่ทำจากเนื้อลูกวัวและเนื้อหมู ซึ่งไส้กรอกส่วนใหญ่หาซื้อได้ตามตลาดทั่วไป

Schweinebraten

ตามร้านอาหารหลายคนที่ไปเยอรมนีจะต้องสั่งคือ Schweinebraten คือหมูย่าง เนื้อส่วนไหล่ จะยอดเยี่ยมมากและถูกเสิร์ฟพร้อมซอสกับมันฝรั่ง

Brathend'l

Brathend'l คือไก่ย่างแบบเยอรมัน ดั้งเดิม และนิยมทานในวันอาทิตย์หรือตามเทศกาล แต่ในปัจจุบัน ไก่ย่างถูกนำมาขายตามลานเบียร์ทั่วไป

Steckerlfisch

เยอรมันเป็นประเทศที่มีทะเลสาบน้ำจืดจำนวนมาก ทำให้ปลาย่างกลายเป็นอาหารประจำชาติอีกอย่างของเยอรมัน Steckerlfisch ถูกจัดว่าเป็นอาหารที่ทำได้ง่าย นิยมนำมาย่างกลางแจ้งหรือตามลานเบียร์

Eintopf

Eintopf กลายเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมในช่วงหน้าหนาว ซึ่ง Eintopf เป็นมากกว่าซุป ซึ่งเป็นการปรุงอาหารที่มีส่วนผสมของเนื้อสัตว์และผัก โดยในสมัยก่อนอาหารจานนี้เกิดจากการนำเอาของเหลือมาปรุงรวมกัน จึงทำให้ไม่มีสูตรตายตัว แต่ในปัจจุบัน ส่วนผสมหลักๆ คือมันฝรั่งและแครอท ด้วยความง่ายในการปรุงเมนูนี้ ทำให้อาหารจานนี้เป็นที่นิยมมากตามครัวเรือนและร้านอาหาร

Käsespätzle

นอกจากอาหารที่เป็นเนื้อแล้ว เยอรมันยังมีอาหารมังสวิรัติที่ได้รับความนิยมอย่าง Käsespätzle เป็นประเภทหนึ่งของก๋วยเตี๋ยวที่ทานกับชีส Käse และเติมหัวหอมย่างเพื่อเพิ่มรสชาติให้กลมกล่อมขึ้ยร้านอาหารบางร้านนิยมเสิร์ฟบนกระทะร้อน

Lebkuchen

ขนมปังขิงเคลือบด้วยช็อคโกแลตและ วอลนัท รวมถึงผลไม้แห้งและขนมอื่นๆ Lebkuchen เป็นที่นิยมมากที่สุดในช่วงวันคริส มาสต์ แต่ก็มีLebkuchen ขายตลอดทั้งปี

Rote Grütze

ประเทศเยอรมันมีพื้นที่การปลูกต้นไม้ตระกูลเบอร์รี่มาก คนเยอรมันจึงนำเอาผลไม้เหล่านี้มาเป็นส่วนประกอบและทำเป็นของหวาน ไม่ว่าจะเป็น สตอเบอร์รี่, บลูเบอร์รี่ ,เชอร์รี่, ราสเบอร์รี่, ที่เสิร์ฟคู่กับ Sahne ครีม หรือ ไอศครีมวนิลา

Schwarzwälder Kirschtorte

อีกหนึ่งความอร่อยของชาวเยอรมัน Schwarzwald หมายความว่าเชอร์รี่ เค้กช็อคโกแลต ที่มีชั้นครีมแทรกหลายๆชั้น และด้านบนเป็นเชอร์รี่ ถือเป็นของหวานอันเลื่องชื่อของประเทศเยอรมัน

ขาหมูเยอรมัน

คอเบียร์ในบ้านเราชอบมาก ซึ่งถือเป็นเบสิคที่ทุกคน มาเยอรมันแล้วไม่ได้กินขาหมู หรือไส้กรอกเยอรมันถือว่าไปไม่ถึง ตามร้านอาหารเยอรมันจริงๆ การสั่งขาหมูเยอรมัน หมายถึงคุณสั่งอาหารจานเดียว ต้องกินคนเดียวเพราะถือว่าเสียมารยาท

 

รายการช้อปปิ้ง : หากมรประเทศเยอรมนี จะมีของที่ระลึกหลากหลายอย่างพวงกุญแจ นาฬิกากุ๊กกู ตุ๊กตา รูปปั้นจำลอง หรือจานตั้งโชว์ ซึ่งที่ขึ้นชื่อนอกจากจะมีเบียร์เยอรมันแล้วและที่เป็นเอกลักษณ์อีกอย่างก็เห็นจะเป็นแก้วเบียร์หลากหลายขนาดที่บ่งบอกลักษณะของความเป็นชาวเยอรมันได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีของฝากที่ขึ้นชื่ออย่าง ช็อกโกแลต เวเฟอร์ แครกเกอร์ ลูกอม เจลลี รวมถึงครีมถนอมและประทินผิวทั้งหลาย ทั้งผิวหน้า ผิวกาย ผลิตภัณฑ์ดูแลปากและฟัน อาหารเสริมและวิตามิน ฯลฯ

 

เทศกาลสำคัญ : เทศกาลเบียร์ เยอรมนีได้ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่ผลิตเบียร์และผู้คนนิยมดื่มเบียร์เป็นอันดับ 1 ของโลกเลยทีเดียว จึงไม่น่าแปลกที่ประเทศนี้จะมี เทศกาลเบียร์ หรือชาวเยอรมันเรียกว่า Wiesnโดยจะจัดขึ้นเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ของทุกปี ช่วงปลายเดือนกันยายนจนถึงต้นเดือน ตุลาคมของทุกปี

 เทศกาลคาร์นิวาลที่เยอรมัน

Carnival craziness in Germany เชื่อว่านักท่องเที่ยวทั่วโลกจะต้องรู้จักหรือคุ้นหูแน่นอน เพราะถือเป็นประเพณีสำคัญของชาวคริสต์ ซึ่งระยะเวลาของการจัดงานแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่นแต่ที่เหมือนกันก็คือ การแต่งกายแฟนซี สีสันฉูดฉาด ผู้คนเดินเป็นกลุ่มไปตามท้องถนน ชาวเยอรมันเรียกชื่อเทศกาลนี้ว่า Fasching โดยการเฉลิมฉลองจะเริ่มอย่างเป็น วันที่ 11 พ.ย. ของทุกปี เวลา 11.11 น.ของแต่ละเมือง ระยะเวลาของการจัดงาน อยู่ระหว่างวันที่ 12 พฤศจิกายน ถึง 5 มกราคม เป็นการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ มีนักท่องเที่ยวและขาวเมืองผู้เข้าร่วมงานนับแสนคน ซึ่งคริสต์ศาสนิกชน นิกายโรมันคาทอลิกจะร่วมกันอธิษฐานและ บริจาคสิ่งของรวมถึงการอดอาหาร เพื่อเป็นการระลึกถึงการทรมานและการคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์

เทศกาล อีสเตอร์

ชาว เยอรมัน เรียกเทศกาลนี้ว่าว่า Ostern โอสแตร์น ถือเป็นเทศกาลหนึ่ง ที่สำคัญที่สุด ใน คริสต์ศาสนาเป็นเทศกาล ที่มี วันหยุดราชการหลายวัน ติดต่อกัน จะเริ่มตั้งแต่ วันศุกร์ ถึงวันจันทร์ ชาวเยอรมันจะทำการตบแต่งบ้านเรือน และ สวนเพื่อเป็น การต้อนรับการกลับมาของ พระเยซู สัญลักษณ์ ที่สำคัญ ของ เทศกาล นี้ คือ ไข่ และกระต่ายซึ่งจะถูกนำมาประดับ ประดาตามสถานที่ต่าง ๆ

 

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ : เป็นดินแดนแห่งการท่องเที่ยวที่มีเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลกให้เดินทางเข้ามาสัมผัสกับแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ สถาปัตยกรรมและอารยธรรมต่างๆของชาวเยอรมัน ยิ่งหากตรงกับช่วงเทศกาลบอลโลก และที่มีการแข่งขันฟุตบอล จะทำให้มีนักท่องเที่ยวทั้งเนเธอร์แลนด์ ,สหรัฐอเมริกา และชาวต่างชาติที่มาท่องเที่ยวตามเมืองต่าง ๆ แต่ส่วนใหญ่จะมายังกรุงเบอร์ลินเพราะเป็นเมืองหลวง และท่องเที่ยวสไตล์คลาสสิกเยอรมันตามเมืองต่างๆอีกด้วย

เบอร์ลิน

กรุงเบอร์ลิน เมืองหลวงของประเทศเยอรมนี ที่มีความหลากหลายและความน่าตื่นเต้น ซึ่งที่นี่ยังเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมของเยอรมัน ทั้งแฟชั่น ศิลปะ ดนตรี งานสถาปัตยกรรมรวมถึงสถานที่เที่ยวกลางคืนบนถนน Unter den Linden มีพิพิธภัณฑ์, โอเปร่าเฮ้าส์ ,โบสถ์, ส่วนประตู Brandenburg เป็นประตูกั้นเยอรมันตะวันออก และ ตะวันตกในยุคที่ยังไม่รวมประเทศ ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของการรวมเป็นปึกแผ่นของเยอรมนีอีกด้วย และที่น่าสนใจคือThe Jewish Museumได้รับให้เป็นมรดกโลกจากองการยูเนสโก้อีกด้วย

Black Forest

เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจสำหรับ ป่าดำแห่งเยอรมนี เพราะมีความสวยงามของธรรมชาติมากมาย ซึ่งป่าดำมีอาณาบริเวณกว้างถึง 11,000 ตารางกิโลเมตร มีสถานที่สวยๆตั้งแต่ภูเขาสูง ยัน ไร่องุ่นให้ไปเที่ยวมากมาย คุณสามารถมาท่องเที่ยวแบบหลากสไตล์ไม่ว่าจะเป็นการเดินเท้า ปั่นจักรยาน หรือ เดินทางบนหลังม้าก็ทำได้เช่นกัน

หมู่บ้าน Baden-Baden

หมู่บ้านสป

ประเทศออสเตรีย

 

ออสเตรีย เป็นอีกหนึ่งเมืองแห่งการท่องเที่ยวที่แสนจะโรแมนติกและมีความงดงามอยู่ในตัว ด้วยมีสถานที่ท่องเที่ยวให้เลือกเที่ยวได้หลากหลายสไตล์ ทั้งธรรมชาติ และสิ่งก่อสร้างที่ถูกออกแบบมาด้วยงานศิลปะหลากหลายสมัย ทำให้กลายเป็นสถาปัตยกรรมอันงดงาม โดยเฉพาะปราสาทต่างๆ ที่มีความโดดเด่นและสวยงามราวกับภาพวาด และวัฒนธรรมที่หลากหลาย ที่ต่างก็ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาที่ออสเตรียตลอดเวลา

 

ลักษณะภูมิประเทศ : ประเทศออสเตรีย หรือชื่อที่เป็นทางการคือ สาธารณรัฐออสเตรีย เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลในยุโรปกลาง และมีอาณาเขตทางเหนือจรดประเทศเยอรมนีและสาธารณรัฐเช็ก ทางใต้จรดสโลวีเนียและอิตาลี ส่วนทางตะวันออกจรด สโลวาเกียและฮังการี และทางตะวันตกจรดสวิตเซอร์แลนด์และลิกเตนสไตน์สภาพภูมิประเทศของประเทศออสเตรียมีลักษณะเป็นภูเขาและเนินเขา หลายประเทศเรียกดินแดนนี้ว่าเป็นดินแดนแห่งขุนเขา ซึ่งมีการพาดผ่านของแม่น้ำดานูบ โดยผ่านรัฐโลว์เออร์ออสเตรีย หรือ นีเดอเริสเทอร์ไรค์และ รัฐอัปเปอร์ออสเตรีย หรือ โอเบอเริสเทอร์ไรค์ เพื่อไหลต่อไปยังสาธารณรัฐเช็ก ภูมิประเทศของประเทศออสเตรีย ถูกแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะคือ ภูเขา ทะเลสาบและแม่น้ำ

 

ภูมิอากาศของออสเตรีย : ภูมิอากาศของออสเตรียมีความแตกต่างกันตามระดับความสูงของพื้นที่และอิทธิพล ที่ได้รับจากภาคพื้นทวีป มหาสมุทรแอตแลนติก ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและกระแสลมบางกระแสในท้องถิ่น

  •      ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม-พฤษภาคม)
  •      ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน-พฤศจิกายน) ทั่วประเทศมีอากาศค่อนข้างอบอุ่นสำหรับชาวยุโรป ซึ่งหมายถึงค่อนข้างเย็นจนถึงเย็นพอสบาย
  •      ฤดูร้อน (มิถุนายน-สิงหาคม) มีอากาศอบอุ่นจนถึงค่อนข้างร้อนซึ่งนับว่าเป็นช่วงเวลาที่คล้ายคลึงกับฤดู ร้อนน้อย แตกต่างกันเพียงระดับความชื้นในอากาศที่เมืองเรามีสูงกว่ามากเท่านั้นเอง
  •      ฤดูหนาว (ธันวาคม-กุมภาพันธ์) ของออสเตรียหนาวจัดในระดับที่เรียกว่าทารุณสำหรับคนเมืองร้อน ฤดูหนาวมักจะสิ้นสุดลงพร้อมกับการมาของเฟิน (fohn) ซึ่งเป็นกระแสลมอุ่นและแห้งที่พัดมาจากทางใต้

 

ประชากรและวัฒนธรรม : ประชากรของประเทศ ออสเตรีย มีกว่า 23.3 ล้านคน ซึ่งเป็นผู้ที่มีเชื้อชาติยุโรป,เอเชีย และชนพื้นเมือง อะบอริจินส์ ศาสนาที่ชาวออสเตรียนับถือส่วนใหญ่ คือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก,คริสต์นิกายโปรเตสแตนท์,นิกายคริสต์นิกายออโธด็อกส์ ,มุสลิม และอื่นๆ ชาวออสเตรียมีภาษาท้องถิ่นที่ใช้กันแพร่หลาย แต่ภาษาภาษาเยอรมัน คือภาษาราชการของออสเตรีย แต่คนออสเตรียส่วนใหญ่ โดยเฉพาะพนักงานโรงแรมหรือตามร้านอาหารต่างๆ สามารถพูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วชาวออสเตรียน ไม่ชอบความรุนแรงและความขัดแย้ง เป็นคนอนุรักษ์นิยมรักธรรมชาติและรักความสงบ ประเทศนี้มีศิลปินดังๆ จากผู้ที่เป็นจิตรกรเอก กวีเอก ประติมากรเอก นักดนตรี และคีตกวีเอกคนสำคัญของโลก ส่วนใหญ่ล้วนเป็นชาวออสเตรียน ทำให้ทั่วโลกขนนานนามว่า นครแห่งศิลปะและดนตรี หรือ นครแห่งวอลท์ซ" เพราะชาวออสเตรียเป็นจุดกำเนิดหรือเป็นที่มาของศิลปะแขนงต่าง ๆ ซึ่งจะพบเห็นรูปปั้นอันอ่อนช้อยงดงามอยู่ตามเมืองต่าง ๆ ในออสเตรียนั่นเอง

 

เวลา

  • ฤดูร้อน ช้ากว่าเวลาประเทศไทย 5 ชั่วโมง
  • ฤดูหนาว ช้ากว่าเวลาประเทศไทย 6 ชั่วโมง

 

ฟิล์มและกล้องถ่ายรูปภาษา : ควรเตรียมไปให้เพียงพอโดยเฉพาะฟิล์มเพราะที่ต่างประเทศราคาจะสูงมากโดยเฉพาะ ตามสถานที่ท่องเที่ยว และควรเตรียมถ่านใส่กล้องถ่ายรูปไปด้วยเพราะอากาศเย็นถ่านจะเสื่อมสภาพเร็ว

 

เงินตรา : สกุลเงิน ออสเตรียในปัจจุบัน ใช้ธนบัตรและเหรียญเงินสกุลยูโร (€) ธนบัตร 500€ / 200€ / 100€ / 50€ / 20€/ 10€/ 5€ เหรียญ 2€ / 1€ / 50 cents / 20c / 10c / 5c / 2c / 1c เหรียญ 1€ =100 Cents  อัตราค่าบริการ1 ยูโรประมาณ 50 บาท

 

ระบบไฟฟ้า : ระบบไฟฟ้าของประเทศออสเตรียเป็นแบบ 230 โวลต์ และเป็นปลั๊กตากลม 2 ขา เพราะฉะนั้น ถ้าปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าของเราไม่ตรงกับปลั๊กที่ออสเตรีย ควรจะเอา Adapter ไปด้วย

 

การใช้โทรศัพท์ : รหัสโทรศัพท์ของประเทศออสเตรียคือ +43 ท่านสามารถนำมือถือจากเมืองไทยไปใช้ที่นั่นได้ โดยผ่านบริการ Roaming แต่ก่อนที่จะเปิดใช้ อย่าลืมติดต่อทางเครือข่ายมือถือของท่านก่อน

 

การให้ทิป : การให้ทิปในต่างประเทศ ถือเป็นเรื่องสำคัญ และมารยาทของนักท่องเที่ยวควรให้ทิปสำหรับคนที่ให้บริการท่าน อาทิคนขับรถ / ไกด์ท้องถิ่น ที่คอยอำนวยความสะดวกให้แก่ท่านระหว่างการเดินทาง

 

อาหารการกิน

Wiener schnitzel

อาหารโดยทั่วไปของออสเตรียก็เหมือนกับอาหารฝรั่งทั่วไป วิธีรับประทานก็คือ เริ่มจากอาหารเรียกน้ำย่อย ตามด้วยอาหารจานหลัก ส่วนอาหารจานหลักที่มีชื่อเสียง เมื่อเอ่ยถึงออสเตรีย wiener schnitzel เป็นเมนูที่มีชื่อเสียงและโดดเด่นมากโดยเฉพาะที่เวียนนา

ของหวาน

ของหวานประเภทเค้กต่าง ๆ ที่ทำจากแอปเปิ้ล คือKaiserschmarren มีลักษณะคล้ายแพนเค้กราดด้วยซอสแอปเปิ้ล apple strudel เป็นแป้งแผ่นบาง ๆ และมีไส้แอปเปิ้ลม้วนเป็นชั้น ๆ ยังมีเค้กช็อกโกแลต sacher torte ที่เป็นของขึ้นชื่ออีกด้วย ซึ่งขนมเหล่านี้ส่วนใหญ่ขายตามร้านกาแฟ แต่ละร้านตกแต่งอย่างหรูหราและมีกาแฟหลายชนิดให้เลือก ซึ่งส่วนใหญ่เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางไปถึง จะต้องแวะดื่มกาแฟและรับประทานเค้กที่มีชื่อเสียงดังกล่าว การได้นั่งจิบกาแฟและขนมเค้กในร้านกาแฟ จะได้สัมผัสวัฒนธรรมของออสเตรีย และรสชาติของขนมหวานที่มีชื่ออย่างแท้จริง

 

รายการช้อปปิ้ง : ศิลป หัตถกรรมแบบออสเตรียนมีเสน่ห์เฉพาะตัว : เครื่องแต่งกายตามประเพณีและเครื่องประดับ , ผ้าขนสัตว์จากซาลสบูร์กและทิโรล , ผ้าปักจากฟอราลแบร์ก เซรามิกและพอร์ซเลน ( เอาการ์เท็นไชน่าจากเวียนนา , กมุนเดน เซรามิก , เครื่องเคลือบดินเผาจาก ชทูบ/บูร์เก็นลันด์ ) , เครื่องแก้วและคริสตัล ( เช่น สวารอฟสกี้/ทิโรล ) , ไม้แกะสลัก และอื่นๆที่ยังไม่ได้กล่าวอีกมาก แบร์นชไทน์ ( บูร์เก็นลันด์ ) เป็นแห่งเดียวที่มีเซอร์เพนไทน์ หินมีค่าสีเขียวชนิดหนึ่งใช้ทำเครื่องประดับและของตกแต่ง

 

เทศกาลสำคัญ : ห้ามพลาด 5 เทศกาลสุดเจ๋งในออสเตรเลีย!

Melbourne Food and Wine Festival, Victoria

ในเทศกาลนี้คุณจะได้ดื่มด่ำกับอาหารและไวน์ชั้นเยี่ยมที่ผ่านการคัดสรรมา เป็นอย่างดีจากทั่วภูมิภาคของออสเตรเลีย รวมถึงอาหารขึ้นชื่อของรัฐวิคตอเรียซึ่งเป็นสถานที่หลักในการจัดงานด้วย ระยะเวลาการจัดงานส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงเดือนมีนาคม อย่างงานครั้งล่าสุดที่ผ่านมาก็จัดขึ้นวันที่ 28 กุมภาพันธ์ - 16 มีนาคม 2014 มีบรรดานักชิมทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่นตบเท้ามาเข้าร่วมงานมากถึง 300,000 คน

ผู้ที่ริเริ่มจัดงานนี้คือ Peter Clemenger จัดขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1993 เทศกาลนี้มีไฮไลท์อยู่ที่การนั่งชิมอาหารแสนอร่อยในบรรยากาศสวนร่มรื่น ซึ่งรองรับนักชิมได้มากถึง 1,200 ที่นั่ง อีกทั้งยังมีเวิร์คชอปสอนทำอาหารสำหรับเด็ก สำหรับผู้ใหญ่ จัดเสวนาแบ่งปันความรู้ต่างๆ ที่น่าสนใจ เช่น การชิมไวน์ ประเภทของวัตถุดิบต่างๆ เคล็ดลับในการปรุงอาหารจากพ่อครัวชั้นนำของโลก และงานกาล่าดินเนอร์สุดหรูในบริเวณสถานที่หลักของการจัดงาน นอกจากนี้ตามตรอกซอกซอย บาร์ใต้ดิน ดาดฟ้า ของรัฐวิกตอเรีย ก็มีร้านอาหารอีกกว่า 300 แห่ง ที่จัดอีเวนท์พิเศษเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลเช่นกัน เรียกว่าเป็นเทศกาลยิ่งใหญ่ที่คนรักอาหารไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง!

Sydney Film Festival, New South Wales

อิ่มท้องเรียบร้อยมาเติมความสุขต่อด้วยอาหารตากันบ้าง นี่คือเทศกาลหนังสุดชิคที่เขาว่ากันว่าเป็นหนึ่งในเทศกาลหนังที่จัดมายาวนาน ที่สุด เพราะเริ่มมีมาตั้งแต่ ค.ศ. 1954 และถือเป็นอีเวนท์หลักสำคัญประจำรัฐนิวเซาท์เวลส์เลยทีเดียว โดยในแต่ละปีจะมีกองทัพผลงานเจ๋งๆ ทั้งหนัง สารคดี และอนิเมชั่น มาฉายให้ดูกันแบบเต็มอิ่มยาวนานถึง 12 วัน รวมถึงมีการจัดแสดงนิทรรศการ เสวนา ดนตรีสด และปาร์ตี้สนุกสุดเหวี่ยง รวมอยู่ในเทศกาลนี้ด้วย

ส่วนใหญ่จะจัดในช่วงเดือนมิถุนายนของปี อย่างในปี 2014 นี้ ก็จัดขึ้นวันที่ 4-15 มิถุนายน มีผลงานคัดสรร 183 เรื่อง จาก 47 ประเทศเข้าร่วมเทศกาล โปรแกรมหนึ่งในเทศกาลที่เราไปแอบส่องมาแล้วรู้สึกว่าน่าสนใจมากคือ Gourmet Cinema การฉายหนังเกี่ยวกับอาหาร ควบคู่ไปกับการเสิร์ฟอาหารจากหนังเรื่องนั้น จากฝีมือการปรุงของเชฟมือรางวัลการันตีความอร่อยโดย the Sydney Morning Herald Good Food Guide Awards 2014 ซึ่งหนังที่เข้าร่วมโปรแกรมนี้มี 2 เรื่องได้แก่ The Lunchbox และ The Two Faces of January

Melbourne International Arts Festival, Victoria

เมลเบิร์นได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งศิลปวัฒนธรรมที่ยอดเยี่ยมที่สุดเมือง หนึ่งของโลก ในเดือนตุลาคมของทุกปี ที่นี่จึงมีการจัดงานเทศกาลศิลปะนานาชาติอย่างยิ่งใหญ่ยาวนานถึง 17 วัน อย่างในปี 2014 ก็จะจัดขึ้นในวันที่ 10-16 ตุลาคม ผู้เข้าชมงานจะได้สนุกสนานไปกับการแสดงกลางแจ้งที่มีทั้งการร้อง เล่น เต้น แสดง ครบทุกกระบวนท่า มีแนวดนตรีหลากหลายทั้งเพลงคลาสสิกและเพลงร่วมสมัย รวมถึงมีการฉายหนังรอบแรกของออสเตรเลียและของโลก มีการจัดแสดงโอเปร่า แสดงงานทัศนศิลป์ เสวนาเรื่องศิลปะ และงานมัลติมีเดียอีกมากมาย ภายในสถานที่จัดงานรอบเมืองเมลเบิร์นไม่ว่าจะเป็นสวนพฤกษศาสตร์, โรงละครเอกชนในย่าน  Fitzroy, ศูนย์ศิลปะ Southbank’s Arts Centre และ Federation Square อันโอ่อ่า งานนี้จึงเป็นอีกหนึ่งงานที่รวมพลคนรักศิลปะจากทั่วทุกมุมโลก โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวที่ชอบความสนุกสนานคึกคัก คนโสดมางานนี้ก็อาจจะได้คู่กลับไปแบบไม่รู้ตัว!

Sydney to Hobart Yacht Race – New South Wales และ Tasmania

ออสเตรเลียเป็นหนึ่งในประเทศที่คลั่งไคล้ด้านการกีฬาเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แดนจิงโจ้แห่งนี้จึงมักจัดกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับกีฬาอยู่เสมอ และหนึ่งในนั้นก็คือการแข่งเรือ ประเพณียอดนิยมที่จัดขึ้นเป็นประจำในช่วงฤดูร้อนมายาวนานกว่า 60 ปี โดยจะเริ่มจัดในวันที่ 26 ธันวาคม หรือ  Boxing Day ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดยาวของทั้งประเทศ เส้นทางที่ใช้ในการแข่งขันยาวตั้งแต่อ่าวซิดนีย์ รัฐนิวเซาท์เวลส์  ไปจนถึงโฮบาร์ต รัฐแทสเมเนีย ในแต่ละปีจะมีผู้เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมากทั้งผู้เข้าแข่งขันและนักท่อง เที่ยวที่มารอชมความสนุกสนานครื้นเครง หากใครสนใจสามารถรอชมบรรยากาศได้จากจุดชมวิวหลายแห่งรอบอ่าวซิดนีย์ หรือจะไปรอรับผู้ชนะที่เส้นชัยบริเวณริมน้ำเก่าแก่ของโฮบาร์ตก็น่าสนใจไม่ แพ้กัน

Vivid Sydney, New South Wales

เทศกาลสีสันแห่งเมืองซิดนีย์ อันน่าตื่นตาตื่นใจ แม้จะเป็นเทศกาลน้องใหม่ที่เพิ่งจัดขึ้นไม่กี่ปี แต่ก็ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ในปี 2014 นี้ Vivid Sydney จัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม -  9 มิถุนายน โดยในช่วงระยะเวลาการจัดงาน ทั้งเมืองซิดนีย์จะกลายเป็นผืนผ้าใบที่ได้รับการแต่งแต้มจากแสงสีสุดอลังการ จากศิลปินดังที่เชิญมาจากทั่วโลก โดยไฮไลท์ของงานอยู่ที่ผู้คนเฝ้ารอชมคือ แสงสีที่ส่องลงบนตัวอาคารชื่อดังระดับโลกอย่าง ‘ซิดนีย์โอเปร่าเฮ้าส์’ รวมถึงกิจกรรมต่างๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการแสดงดนตรีสด โชว์พิเศษ การเสวนาหัวข้อครีเอทๆ และการเต้น ใครกำลังมองหาแรงบันดาลใจเพื่อต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ หากมีโอกาสได้มาเยือนซิดนีย์ในช่วงเวลาที่จัดงานนี้สักครั้งก็คงดีไม่น้อย

 

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

พระราชวังเชินบรุนน์

พระราชวังเชินบรุนน์ ลักษณะเป็นตึก 3 ชั้น มีปีก 2 ข้าง มีความสวยงามมาก ซึ่งด้านนอกของตัววังทาด้วยสีเหลืองทอง หรือสีเหลืองมาเรีย เธเรซา และด้านในวังมีห้องมากถึง 1,441 ห้อง แต่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมเพียง 40 ห้อง ไม่ว่าจะเป็นท้องพระโรง ห้องทรงพระอักษร ห้องทรงพระสำราญ ห้องพระราชพิธี ห้องบรรทม ห้องฉลองพระองค์ ห้องเสวย ห้องแกลลอรี่ ฯลฯ ทุกห้องล้วนตกแต่งด้วยวัสดุที่มีความวิจิตรและความประณีตแตกต่างกันไป ซึ่งมีทั้งหินอ่อน ลายทอง ที่ดูแล้วสวยงามอลังการตา ส่วนรอบ ๆ พระราชวังด้านหลังปลูกต้นไม้ ดอกไม้ อย่างสวยงามตามแบบผังที่จัดวางไว้ ที่สำคัญและดึงดูดนักท่องเที่ยวก็คือ รูปปั้นศิลปะเกี่ยวกับเทพนิยายกรีกและโรมันอีกมากมายแทรกอยู่ตามต้นไม้ เห็นแล้วสร้างความรื่นรมย์ย่างมาก

พระราชวังฮอฟบวร์ก

พระราชวังฤดูหนาวหรือ พระราชวังฮอฟบวร์ก Hofburg Palace พระราชวังแห่งนี้มีหลายอาคาร เพราะมีการต่อเติมและขยายขนาดไปเรื่อยๆจนมีขนาดใหญ่โต ปัจจุบันนี้กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงสมบัติล้ำค่าของราชวงศ์ ที่เปิดแสดงเครื่องประดับของจักรพรรดิ เครื่องใช้ เครื่องแต่งตัว ซึ่งรวมทั้งเสื้อผ้า เพชรพลอยและทองคำล้ำค่าที่หาชมได้ยาก

จัตุรัสสเตฟาน

จัตุรัสสเตฟาน Stephansplatz ซึ่งที่นี่เป็นที่ตั้งของ มหาวิหารเซนต์สตีเฟน ถือเป็นจุดศูนย์กลางของกรุงเวียนนา ผู้คนมากมายนิยมมาเดินเที่ยวที่จัตุรัสแห่งนี้ ด้วยสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์และถือเป็นสัญลักษณ์ของเมืองเวียนนาอีกแห่งและมหาวิหารเซนต์สตีเฟน เป็นโบสถ์ที่สำคัญที่สุดของออสเตรีย สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่นักบุญสเตเฟน เมื่อปีค.ศ. 1137 โดยโบสถ์แห่งนี้สร้างตามสถาปัตยกรรมยุโรปแบบกอธิค ตัวโบสถ์มีขนาดใหญ่ ทรงสูง มียอดปลายแหลม ๆ หลายยอด ซึ่งส่วนที่โดดเด่นที่สุดของโบสถ์คือหอคอย ที่มีความสวยงามอ่อนช้อย ซึ่งใช้เวลาก่อสร้างกว่า 75 ปี นักท่องเที่ยวที่ขึ้นมายืนบนหอคอยนี้สามารถชมวิว เมืองเวียนนาอย่างสวยงามได้โดยรอบ

ประเทศอังกฤษ (England)

ประเทศอังกฤษ ที่หลายๆ คนบอกว่าเป็นเมืองผู้ดีเพราะมีวัฒนธรรมและการแต่งกายที่สุภาพ และเป็นอีกหนึ่งประเทศ ที่ลูกหลานคนไทยได้มีโอกาสไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งผู้ปกครองอยากให้ลูกหลานได้เรียนภาษาอังกฤษจากเจ้าของภาษาโดยตรง ซึ่งบางคนก็ไปเรียนช่วงซัมเมอร์เพื่อเรียนภาษา หรือบางคนก็ไปเรียนต่อในระดับปริญญาตรีหรือโทซึ่งนอกเหนือจากการเรียน การศึกษาแล้ว ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นสิ่งดึงดูดจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกอีกด้วย

 

ภูมิประเทศและที่ตั้งของประเทศอังกฤษ : ประเทศอังกฤษประกอบด้วย 2 เกาะที่มีขนาดกว้างใหญ่ คือ เกาะใหญ่ (The Great Britain) ซึ่งเป็นเกาะที่รวมอาณาเขตของอังกฤษ เวลส์และสก็อตแลนด์เอาไว้ด้วยกัน อีกแห่งหนึ่งคือเกาะไอร์แลนด์เหนือ (Northern Ireland) โดยมีพื้นที่รวมของประเทศทั้งหมดประมาณ 240,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีกรุงลอนดอน (London) เป็นเมืองหลวง

 

สภาพภูมิอากาศของประเทศอังกฤษ : ประเทศอังกฤษเป็นเกาะ จัดอยู่ในประเภทค่อนข้างหนาวและมีความชื้นสูง อุณหภูมิโดยเฉลี่ยในช่วงฤดูหนาวอยู่ที่ 2-4 องศาเซลเซียส และอยู่ระหว่าง 18-22 องศาเซลเซียสในช่วงฤดูร้อน แต่อากาศในประเทศอังกฤษนั้นมีความแปรปรวนได้ตลอดเวลา อาจมีทั้งหนาว ฝน และร้อน ในวันเดียวกันได้

  • ฤดูใบไม้ผลิ     จะอยู่ในช่วงระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคม
  • ฤดูร้อน           จะอยู่ในช่วงระหว่างเดือนมิถุนายน-สิงหาคม
  • ฤดูใบไม้ร่วง    จะอยู่ในช่วงระหว่างเดือนกันยายน-เดือนพฤศจิกายน
  • ฤดูหนาว         จะอยู่ในช่วงเดือนธันวาคม-เดือนกุมภาพันธ์

 

ประชากรและวัฒนธรรม : อังกฤษ มีประชากรกว่า 61,634,599 คน ส่วนมากเป็นชนเชื้อสายอังกฤษ และอาศัยอยู่ในแคว้นอังกฤษ ที่เหลือเป็นชนเชื้อสายต่างๆ และอาศัยอยู่ในแคว้นต่างๆ ส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์และ นับถือศาสานาต่างๆ อย่างอิสลาม พุทธ ฮินดู ซิกซ์ ฯลฯ สหราชอาณาจักรจะประกอบด้วย อังกฤษ ไอร์แลนด์เหนือ สก็อตแลนด์ และเวลล์ โดยในแต่ละดินแดน มีประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่รวมถึงวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน แต่ละประเทศก็เป็นดินแดนที่มีภูมิประเทศที่สวยงาม และเป็นประเทศที่มีความเจริญทางด้านวัฒนธรรมและประเพณี มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง สหราชอาณาจักรมีเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยสีสัน และชนบทอันเงียบสงบ นอกจากนี้ยังมีดึงดูดนักศึกษาจากทั่วทุกมุมโลกให้เข้ามาศึกษารวมถึงสถาบันการศึกษาที่เก่าแก่ และมีชื่อเสียงติดอันดับโลกอีกด้วย

 

ภาษา : ส่วนใหญ่คือภาษาอังกฤษ ภาษาท้องถิ่นอื่นๆ คือภาษาสกอต ,ภาษากลุ่มแกลิก, ภาษาบริทโทนิก ,ภาษาเวลส์ ภาษาไอริช ภาษาคอร์นิช ฯ

 

เขตเวลามาตรฐานของประเทศอังกฤษ : ในช่วงปลายเดือนมีนาคม ถึง ปลายเดือนตุลาคม ประเทศอังกฤษจะมีเวลาเร็วกว่าในประเทศไทยประมาณ 6 ชั่วโมง และจะเร็วกว่าเมืองไทย 7 ชั่วโมง ในช่วงปลายเดือนตุลาคม ถึงปลายเดือนมีนาคม

 

ฟิล์มและกล้องถ่ายรูปภาษา : ควรเตรียมไปให้เพียงพอโดยเฉพาะฟิล์มเพราะที่ต่างประเทศราคาจะสูงมากโดยเฉพาะ ตามสถานที่ท่องเที่ยว และควรเตรียมถ่านใส่กล้องถ่ายรูปไปด้วยเพราะอากาศเย็นถ่านจะเสื่อมสภาพเร็ว

 

เงินตรา : สกุลเงินที่ใช้ในอังกฤษคือ ปอนด์สเตอร์ลิง (Pound sterling) GBP ซึ่งเป็นหน่วยเงินประจำประเทศค่ะ ส่วนสกุลเงินแบ่งออกเป็น ธนบัตรมีทั้งหมด 4 ชนิด คือ ธนบัตรใบละ 5, 10, 20 และ 50 ส่วนเหรียญแบ่งออกเป็น 8 ชนิด คือ 1 และ 2 ปอนด์ และ 1, 2, 5, 10, 20 และ 50 เพนนีค่ะ โดยมีอัตราแลกเปลี่ยนต่อเงินบาทไทยอยู่ที่ประมาณ 47.50 บาท ต่อ 1 ปอนด์

 

ระบบไฟฟ้า : ระบบไฟฟ้าที่ใช้ในประเทศอังกฤษก็คือ ระบบ 240 โวลต์ AC 50 Hz เหมือนกับในประเทศไทย แต่จะใช้ปลั๊กไฟ 3 ขา แต่หากต้องการนำอุปกรณ์ไฟฟ้าไปด้วย ควรจะเตรียมปลั๊กไฟฟ้า 3 ขาไปด้วย โดยอาจนำปลั๊กสามตาไปด้วยสำหรับต่อพ่วงเพื่อที่จะสามารถใช้ชาร์จไฟฟ้าได้หลายอย่าง

 

การใช้โทรศัพท์ : รหัสโทรศัพท์ของ ประเทศอังกฤษคือ +44 หากต้องการให้คนที่อยู่เมืองไทยติดต่อมาที่อังกฤษจะต้องทำการกดรหัสนี้ก่อน แต่ถ้าคุณจะโทรกลับเมืองไทย ต้องโทรโดยใช้บัตรโทรศัพท์ หรือสามารถโทรจากโรงแรมในอังกฤษที่ท่านไปพักไปก็ได้เช่นกันโทรศัพท์เคลื่อนที่จะมีผู้ให้บริการอยู่หลายบริษัทและหากต้องการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ แนะนำให้ซื้อบัตรโทรศัพท์ระหว่างประเทศ มีจำหน่ายตามร้านขายหนังสือพิมพ์ทั่วไปนักท่องเที่ยวสามารถซื้อซิมแบบเติมเงินได้จากร้านโทรศัพท์มือถือ หรือตามร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป แต่เครื่องของคุณจะต้องสามารถใช้กับซิมการ์ดอื่นๆ ได้ด้วย เมื่อลงทะเบียนซิมการ์ดและใช้ได้ตลอดการเดินทาง สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากร้านค้าทั่วไป ส่วนอัตราค่าโทรศัพท์ขึ้นอยู่กับระยะทางและระยะเวลาที่ใช้ การโทรศัพท์ออกนอกประเทศ ช่วงระยะเวลาที่ ประหยัดคือตั้งแต่เวลาหกโมงเย็นถึงแปดโมงเช้าสามารถ สอบถามค่าบริการอีกครั้งด้วยการหมุนไปที่หมายเลข 155 โทรศัพท์โดยผ่านโอเปอเรเตอร์ต้องเสียค่าบริการมากกว่าโทรโดยตรงโทรศัพท์มือถือในปัจจุบันเป็นที่นิยมอย่างมาก เพราะสามารถพกพาได้สะดวก หลายคนนำโทรศัพท์จากเมืองไทยไปใช้ประเทศอังกฤษ ซึ่งแต่ละเครือข่ายของโทรศัพท์จะมีให้เลือกใช้ในราคาประหยัด ซึ่งสามารถหาซื้อซิมการ์ดได้ที่สนามบินหรือร้านโทรศัพท์มือถือทั่วไป

 

การให้ทิป : การให้ทิปในต่างประเทศ ถือเป็นเรื่องสำคัญ และมารยาทของนักท่องเที่ยวควรให้ทิปสำหรับคนที่ให้บริการท่าน อาทิคนขับรถ / ไกด์ท้องถิ่น ที่คอยอำนวยความสะดวกให้แก่ท่านระหว่างการเดินทาง

 

อาหารการกิน : อาหารของชาวอังกฤษส่วนมาก จะเน้นเนื้อเกือบทุกชนิดเป็นส่วนประกอบในการปรุงอาหาร ทั้งเนื้อวัว หมู ไก่ แกะ และปลา ซึ่งมักจะเสิร์ฟพร้อมกับผักต่างๆและมันฝรั่ง ส่วนอาหารที่มีชื่อเสียงของอังกฤษก็คือ      ฟิชแอนด์ชิปส์ ,พาย ,แซนด์วิช และขนมหวาน

สโคน

เป็นขนมปังที่ทำจากแป้งข้าวสาลี, ข้าวบาเลย์ หรือบางที่ก็ทำจากข้าวโอ๊ต ด้วยการนำแป้งไปผสมกับผงฟู เพื่อทำขนมปังแล้วอบ ซึ่งสโคนนั้นมีลักษณะคล้ายกันกับมัฟฟินของอเมริกัน แต่มีลักษณะเป็นก้อนหนากว่า และอาจจะใส่ลูกเกดหรือ ผลไม้ตากแห้งอื่น ๆ ลงไปด้วย มักจะเสิร์ฟพร้อมกับการดื่มชาเดวอนเชียร์

Fish and Chips

fish and chips เป็นปลาชุบแป้งทอดมีส่วนผสมของแป้ง นมเบียร์ และไข่ ส่วนปลาที่นิยมก็คือปลาคอด หรือปลาแฮดดอก ในส่วนของมันฝรั่งจะทอดเป็นชิ้นใหญ่ ซึ่งยังกินกับถั่วลันเตาต้ม จิ้มกับ ทาทา ซอสด้วยการบีบน้ำมะนาวลงบนตัวปลา และที่ขาดไม่ได้คือ ไวน์แดง ถือเป็นที่นิยมของคนอังกฤษเมื่อรับประทานกับเมนูนี้ด้วย

ซันเดย์โรสต์

อาหารที่เรียกว่า ซันเดย์โรสต์ ส่วนใหญ่จะเป็นประเภท ย่างหรืออบให้สุก และนิยมทานในมื้อค่ำของวันอาทิตย์ ประกอบไปด้วย มันฝรั่งบด ต้ม หรืออบ และเนื้อย่างหรือเนื้ออบและผักต่างๆ เสิร์ฟพร้อมกับน้ำเกรวี หากเป็นเนื้อหมูจะเสิร์ฟพร้อมกับซอสแอปเปิ้ล หากเป็นเนื้อวัวจะเสิร์ฟพร้อมกับยอร์คเชอร์พุดดิ้ง

English Breakfast

อาหารเช้าที่มาเต็มรูปจะมี เบคอนทอด ไข่ และไส้กรอกอังกฤษทอด รวมถึงเห็ดผัดน้ำมันหรือมะเขือเทศปลอกเปลือกต้ม ขนมปังปิ้งหรือขนมปังอบหรือทาเนย ชาหรือกาแฟ

Yorkshire Pudding

ขนมปัง จืด ๆ แต่มีความหอมของเนยเป็นลูกกลม ๆ และมีรอยบุ๋มตรงกลาง มีทั้งขนาดเล็กใหญ่ ส่วนผสมมี แป้งแพนเค้ก ใส่ไข่ใส่นมลงไปเรียก ว่า Batter หยอดแป้งใส่ถาดหลุม ๆ แล้วนำไปอบในเตาอบ

 

รายการช้อปปิ้ง : หากต้องการช้อปของฝาก ลองแวะไปที่ร้าน Cath Kidstonซี่งที่นี่จะมีพวงกุญแจ กระเป๋าใส่เหรียญ และอื่นๆ ลดราคา,ปากกา Harrods,พวงกุญแจ ลาย UK ต่างๆ ,ชา Harrods หรือชาต่างๆ ที่ขึ้นชื่อของอังกฤษ ตุ๊กตาหมีตัวเล็ก, Assessories ของสาวๆ หรือกระเป๋าใบเล็กๆ ของ Cath และ Harrods ที่ยังคงนิยมอย่างต่อเนื่อง, ช็อกโกแลต ,คุกกี้ ,หมีแฮรอด,นาฬิกา,สมุดโน้ต ฯลฯ แต่ถ้าไปเดินแถว oxford street ก็จะเน้นการชายเสื้อผ้า กระเป๋า ส่วนตุ๊กตาหมีแต่งชุดอังกฤษ ทำเป็นพวงกุญแจสวย ๆ เหมาะกับการซื้อฝากคนจำนวนมาก ถ้าเจอร้าน Whittard of Chelsea ลองแวะเข้าไปดูก็ได้ เพราะเป็นร้านชาสมุนไพร และชาผลไม้ที่มีรสหอม อร่อย ชากุหลาบกับลาเวนเดอร์ ชาชะเอม และชาที่ทำเป็นของที่ระลึก ใส่กล่องที่ทำเป็นรูปรสบัสสองชั้น

 

เทศกาลสำคัญ 

Cooper's Hill Cheese-Rolling and Wake

เป็นงานประจำปีของคนท้องถิ่น ความสนุกของเทศกาลนี้ คือ จะมีการกลิ้งชีสก้อนกลมโต ลงมาจากบนเนินเขา โดยคนที่วิ่งตามลงมาเก็บได้ก่อน จะได้รับชีสนั้นกลับบ้านไปเป็นรางวัล ซึ่งการวิ่งลงเนินเขามันไม่ง่าย เพราะผู้เข้าร่วมแข่งขันจะมีการวิ่ง การกลิ้งลงมาเก็บชีสให้ทัน ส่วนใหญ่ชีสจะถึงตีนเขาก่อนใครเพื่อน เป็นงานประจำปีของคนท้องถิ่นในหมู่บ้านบรอคเวิร์ธปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางมามีส่วนร่วมด้วย และทุกคนสามารถลงแข่งขันได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

เทศกาลแกลสตันบูรี

แกลสตันบูรี เป็นเทศกาลดนตรี ที่มีการแสดงดนตรีบนผืนหญ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970และแสดงเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งแต่ละปีจะมีศิลปินชื่อก้องโลกเล่นสดบนเวทีอย่าและยังมีโชว์ต่าง ๆ ทั้งภาพยนตร์, คณะตลก และการแสดงละครสัตว์ด้วย

 

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ : ลอนดอน ลอนดอนจัดได้ว่าเป็นเมืองหลวงที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีความน่าสนใจเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก เป็นศูนย์รวมวัฒนธรรม และประเพณีในรูปแบบที่เคร่งครัด เหมาะสำหรับการศึกษาต่อ นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอย่างทราฟัลการ์สแควร์ รัฐสภา พระราชวังบัคกิงแฮม หอนาฬิกาบิกเบน และหอคอยลอนดอน กรุงลอนดอน ยังเพียบพร้อมด้วยแหล่งบันเทิงและชีวิตยามค่ำคืนที่ย่านโซโห ถือเป็นแหล่งศูนย์รวมของการช้อปปิ้งชั้นนำ เช่น ห้างแฮร์ล็อด และมาร์คแอนด์สเปนเซอร์

Cambridge

แคมบริดจ์เป็นเมืองที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของกรุงลอนดอน เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงทางด้านสถาปัตยกรรมรวมถึงประวัติศาสตร์เก่าแก่ เป็นศูนย์กลางทางด้านวัฒนธรรมและมีพิพิธภัณฑ์หลายแห่ง

Oxford

อ๊อกซ์ฟอร์ด เป็นศูนย์กลางการเรียนการสอน และเป็นเมืองเกี่ยวข้องกับศาสนา เป็นเมืองที่แวดล้อมด้วยทุ่งกว้างใหญ่ ทิวเขาและมีแม่น้ำเทมส์ไหลผ่าน ภายในเมืองมีสถาปัตยกรรมที่งดงามตามแบบฉบับอังกฤษหลายแห่ง มีพิพิธภัณฑ์และหอศิลปกรรม

Bristol

บริสโทล หรือ บริสตอล เป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์ เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในเขตตะวันตกของประเทศอังกฤษและมีสะพานแขวนที่สวยงามชื่อ บรูเนล

Bath

บาธ เป็นเมืองตากอากาศที่สวยที่สุดของประเทศ และมีบ่อน้ำพุร้อนสำหรับอาบน้ำแร่ ตั้งอยู่ในทุ่งหญ้าเอวอนที่เขียวชอุ่ม เป็นเมืองประวัติศาสตร์ อยู่ห่างจากกรุงลอนดอนประมาณ 160 กิโลเมตร

Birmingham

เบอร์มิ่งแฮม เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงคือ Unive

ประเทศฮังการี

 

ด้วยมนต์เสน่ห์แห่งแม่น้ำดานูบที่มีความสวยงาม ด้วยความงดงามของสายน้ำที่คั่นแบ่งเมืองเป็นสองฝั่ง รวมถึงจุดชมวิวของป้อมชาวประมงในเมืองบูดาเปสต์ ที่แม้จะเป็นเหมือนบ้านพักชาวประมง แต่มีความสวยงามราวกับปราสาทแห่งดินแดนเทพนิยาย ด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์นิโอโกธิค ทำให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังแดนฮังการี เพื่อชมความงามของแม่น้ำดานูบ ได้ยืนอยู่บนจุดชมวิวที่มีความสวยงามอีกด้วย

 

ภูมิประเทศของฮังการี : ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราบซึ่งเป็นที่ราบพันโนเนีย มีที่ราบไล่ไปจนกระทั่งเป็นที่ราบแบบลูกฟูก ประกอบด้วยเนินเตี้ยและภูเขาเตี้ยซึ่งตั้งอยู่ทางชายแดนที่ติดกับประเทศสโลวาเกีย ลักษณะรูปร่างของประเทศคล้ายกับรูปไตและมีพื้นที่ของประเทศทั้งหมดประมาณ 93,000ตารางกิโลเมตร

 

ภูมิอากาศของฮังการี : ประเทศฮังการีมีฤดูหนาวที่ชื้น และมีฤดูร้อนที่อบอุ่น

  • ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม-พฤษภาคม)
  • ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน-พฤศจิกายน)
  • ฤดูหนาว (ธันวาคม-กุมภาพันธ์) อุณหภูมิจะอยู่ที่ประมาณ 3-10 องศาเซลเซียส
  • ฤดูร้อน (มิถุนายน-สิงหาคม) จะมีอุณหภูมิประมาณ 25-35 องศาเซลเซียสด้วยเหตุนี้เอง ฮังการี จึงเป็นประเทศที่มีอากาศค่อนข้างอบอุ่น เสื้อผ้าที่เตรียมไปก็ไม่ต้องหนามากก็ได้

 

เขตเวลามาตรฐานประเทศฮังการี : เมื่อเทียบระยะเวลาที่แตกต่างจากประเทศไทย ในช่วงปลายเดือนมีนาคม – ปลายเดือนตุลาคม เวลาจะเดินช้ากว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง และเดินช้า 6 ชั่วโมงในเดือนที่ไม่มีการปรับเวลา

 

ประชากรและวัฒนธรรม : เมืองหลวงของฮังการีคือ กรุงบูดาเปสต์ ซึ่งประเทศฮังการีมีประชากรกว่า10.2 ล้านคน ซึ่งมีทั้งอาศัยอยู่ในเมือง ,ในชนบท ส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ,คาลวินิสต์ ,โปแตสแตนท์ และ               ลูเธอแรน ส่วนภาษาทางการที่ใช้คือภาษาฮังกาเรียน อังกฤษ และเยอรมั

 

ฟิล์มและกล้องถ่ายรูปภาษา : ควรเตรียมไปให้เพียงพอโดยเฉพาะฟิล์มเพราะที่ต่างประเทศราคาจะสูงมากโดยเฉพาะ ตามสถานที่ท่องเที่ยว และควรเตรียมถ่านใส่กล้องถ่ายรูปไปด้วยเพราะอากาศเย็นถ่านจะเสื่อมสภาพเร็ว

 

เงินตรา : เงินตราและการตรวจสอบอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ฮังการี่ ซึ่งหน่วยเงินของฮังการี คือโฟรินท์ สามารถแลกเป็นเงินไทย 5.3 โฟรินทร์ เท่ากับ 1 บาทนักท่องเที่ยวควรแลกเงินกับสถานที่ที่มีการออกใบกำกับการแลกเงิน เพราะเงินของฮังการีมีการปลอมแปลงกันมาก คุณอาจหาตู้แลกเงินได้ทั่วไปตามห้างสรรพสินค้า รวมถึงสถานีรถไฟใหญ่ทั้งสามแห่งในกรุงบูดาเปสต์ บริเวณสถานีรถไฟใต้ดินบางแห่งถึงแม้ว่าฮังการีจะเข้าร่วมเป็นสมาชิกในกลุ่มประเทศ ยุโรปก็ตาม แต่ฮังการีก็ยังไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนสกุลเงินตามประเทศอื่นๆที่อยู่ในกลุ่มสมาชิก หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงอนาคตอันใกล้ประเทศฮังการีจะ เปลี่ยนสกุลเงิน และหันไปเริ่มใช้เงินสกุลยูโรได้เหมือนกับประเทศสมาชิกอื่น ๆ เช่นกัน

 

ระบบไฟฟ้า : กระแสไฟฟ้า ในประเทศฮังการี่นั้นใช้ระบบกระแสสลับ 220V, 50 Hz โดยใช้ปลั๊กแบบยุโรปทั่วไป หรือ ยูโรปลั๊ก ซึ่งมีลักษณะเป็นหัวกลมสองขา โดยคุณสามารถหาซื้อเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า และ หัวอแดบเตอร์สำหรับใช้เสียบในประเทศฮังการี่ได้ ในร้านค้าขนาดให้ หรือ ห้างสรรพสินค้า

 

การใช้โทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตสำหรับนักท่องเที่ยว : การใช้โทรศัพท์ของประเทศฮังการี จะมีรหัสคือ +36 หากต้องการให้คนที่อยู่เมืองไทยติดต่อมาที่ฮังการีจะต้องกดรหัสนี้ก่อน แต่หากคุณจะโทรกลับเมืองไทย ต้องโทรด้วยการใช้บัตรโทรศัพท์ หรือโทรจากโรงแรมในฮังการีที่คุณพักก็ได้เช่นกัน หรือจะซื้อซิมการ์ดจากฮังการี ก็ต้องเลือกแพ็คเก็จให้คุ้มกับการโทรที่สุด

 

อินเทอร์เน็ต : หากต้องการใช้อินเทอร์เน็ตทางมือถือ มีทางเลือกคือเปิดโรมมิ่งจากเมืองไทย แล้วใช้แอร์เพลน โมด เพื่อเปิดรับ ฟรีไวไฟ ตามร้านอาหารหรือโรงแรม ก็จะทำให้ประหยัดเรื่องค่าใช้จ่ายไปมากเพราะส่วนใหญ่ตามโรงแรมจะมี ฟรีไวไฟ ยกเว้นระดับที่พัก 5 ดาว ที่จะเก็บเงินค่าอินเทอร์เน็ต หรือให้บริการฟรีเฉพาะที่ล็อบบี้เท่านั้น หรือถ้าอยากคอนเน็คตลอดเวลา ต้องซื้ออินเทอร์เน็ต ซิมการ์ด ถ้าซื้อซิมเดียวใช้ 4 ประเทศ ราคาค่าซิมไม่แพง แต่ค่าบริการนอกประเทศที่ซื้อจะสูงมาก ควรซื้อเป็นซิม แยกแต่ละประเทศ ดีกว่า รวมค่าแพ็คเก็จอีก สรุปถ้าใช้ซิมอินเทอร์เน็ต จะต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 30 ยูโรแต่หากอยากจะติดต่อคนที่บ้านที่เมืองไทย อาจใช้โทรกลับด้วยแอพ สไกด์ เพียงแค่สมัครแอคเค้าท์ แล้วก็แอดเพื่อนได้ตามปกติ

 

การให้ทิป : การให้ทิปในต่างประเทศ ถือเป็นเรื่องสำคัญ และมารยาทของนักท่องเที่ยวควรให้ทิปสำหรับคนที่ให้บริการท่าน อาทิคนขับรถ / ไกด์ท้องถิ่น ที่คอยอำนวยความสะดวกให้แก่ท่านระหว่างการเดินทาง

 

อาหารการกิน : อาหารฮังการีถือเป็นอาหารยุโรปที่มีชื่อเสียง โดยแต่ละเมนูจะมีกลิ่นหอมของเครื่องเทศที่มีความโดดเด่นผสมผสานกับรสชาติ จัดจ้านของเครื่องปรุง รวมถึงวัตถุดิบจากท้องถิ่น และยังมีขนมหวานที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก

Gulasch

กูลาช เป็นอาหารที่มีชื่อเสียงในฮังการี ซึ่งคนเยอรมันชอบกินกันมาก ลักษณะคล้ายสตูหรือซุปข้น ซึ่งนิยมใช้เนื้อส่วนสะโพกของวัว หมู ไก่งวง มาทำเพราะมีเนื้อแน่น เมื่อนำไปเคี่ยวก็จะได้เนื้อที่นุ่มละมุนลิ้น มีผงปรุงรสปาปริก้าที่ให้รสชาติเผ็ดร้อนเรียกเหงื่อได้เป็นอย่างดีที่ขาดไม่ได้ ซึ่งชาวฮังการีนิยมทำกูลาชกันครั้งละมากๆ เก็บไว้กินกันหลายวัน ซึ่งกินคู่กับพาสต้าหรือ มันฝรั่งอบ หรือจะราดข้าวสวยก็อร่อยได้เช่นกัน

Langose                                                               

ขนมพื้นเมืองที่ขึ้นชื่อของฮังการีด้วย อย่าง Langose เป็นแป้งเหนียวๆ ป้ายด้วยเนยกระเทียม แล้วราดซอสมะเขือเทศ โรยหน้าด้วยมอสเรลล่าชีสมีกลิ่นหอมและรสชาติดีมาก รับประทานร้อนๆ

Stuffed Pancake

แพนเค้กสอดไส้ ที่มีชือ่เสียงมานานนับร้อยๆ ปี และยังมีสปองเค็กที่อร่อยน่าลองไม่แพ้กัน ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถแวะชิมได้ตามร้านอาหารทั่วไป

Langos

แป้งทอดแผ่นกลม เหนียวนุ่มกำลังดี รสชาติคล้ายปาท่องโก๋ หากป้ายด้วยเนยกระเทียมก็จะได้รสชาติเค็มนิด แต่มีความหอมกระเทียม หรือจะทาซอสมะเขือเทศแล้วโรยด้วยผงออริกาโน่ หรือถ้าชอบชีสก็ราดด้วยซาวครีมแล้วโรยชีสก็อร่อยเช่นกัน

Toltottkaposzta

เป็นกะหล่ำปลีห่อข้าวรสเปรี้ยว เป็นการเอาข้าวมาคลุกกับเนื้อหมูบด ตามด้วยเกลือกับพริกไทย แล้วเอาใบกะหล่ำปลีมาห่อให้เป็นก้อน นำไปอบกับเบคอนรมควันและมีกะหล่ำปลีดองเปรี้ยวที่ซอยเป็นเส้นๆ

Gundel pancake

แพนเค้กพื้นเมืองของฮังการี ที่ทำมาจากถั่ววอลนัทบดละเอียดผสมกับลูกเกด อบเชย และเหล้ารัม ที่เสิร์ฟพร้อมกับช็อกโกแลตซอสรสเข้มข้น

 

รายการช้อปปิ้ง : ท่านสามารถหาซื้อของที่ระลึกบริเวณจัตุรัส เมืองเก่าบาติสลาวา ได้ สถานที่ช้อปปิ้งอีกแห่งหนึ่งคือ แถวริมแม่น้ำ ซึ่งท่านจะพบกับของฝากนานาชนิด อาทิ ตุ๊กตา ผ้าลูกไม้ และของที่ระลึกอื่นๆ มากมาย

 

เทศกาลสำคัญ : นอกจากเป็นประเทศที่มีความสวยงาม ทางด้านความงามของธรรมชาติและสถาปัตยกรรมต่างๆ รวมถึงอาหาร และอารยธรรมต่างๆ แล้ว ฮังการียังมีประเพณีเก่าแก่ที่มีความสำคัญสืบเนื่องมาแต่โบราณ ที่สืบทอดเป็นประเพณีมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งทำให้กลายเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจ ที่สามารถทำให้นักท่องเที่ยวอยากเดินทางเข้ามาสัมผัสกับประเทศดินแดนแห่งไข มุกของแม่น้ำดานูบได้

เทศกาลประเพณีสาดน้ำผู้หญิงวันอีสเตอร์ในฮังการี

ที่หมู่บ้านฮอลโลโก ในประเทศฮังการี มีประเพณีที่แปลก เพราะเป็นประเพณีสาดน้ำผู้หญิงในวันอีสเตอร์ที่สืบทอดกันมาเป็นเวลายาวนาน ซึ่งเป็นชุมชนพื้นเมืองชาวปาลอค และตรงกับวันอีสเตอร์ โดยประเพณีนี้เริ่มปฎิบัติสืบต่อกันมายาวนาน โดยผู้ชายจะตวงน้ำใส่กระป๋องแล้วนำไปสาดใส่หญิงสาว ด้วยความเชื่อที่ว่า จะช่วยให้หญิงสาวมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ และไม่เหี่ยวเฉาเหมือนกับดอกไม้ที่ขาดน้ำ

เมื่อหญิงสาวที่ถูกสาดน้ำ จะได้รับการเลี้ยงดูปูเสื่อด้วยอาหารตามประเพณี ที่มีทั้งแฮม ไข่ ขนมอบ และไวน์ และฝ่ายหญิงก็จะมอบเปลือกไข่ที่ได้รับการแต่งแต้มสีสันสวยงามให้กับฝ่ายชาย ทำให้มีนักท่องเที่ยวและสื่อมวลชนทั่วโลกให้ความสนใจอย่างมาก และถ่ายทอดสู่สายตาขาวโลกเพี่ออนุรักษ์ประเพณีเก่าแก่ที่หาดูได้ยากขึ้น

 

สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศฮังการี 

สะพานเชน

สะพานเชนทอดตัวข้ามแม่น้ำดานูบ มีรูปปั้นแกะสลักสิงห์โตที่สะพาน เป็นสิ่งก่อสร้างที่เป็นสัญลักษณ์ของบูดาเปสท์

ฮีโร่สแควร์ มีเสาสูงเป็นที่ตั้งของรูปหล่อเทวทูตกาเบรียล โดยมีรอบเสาสูงเป็นที่ตั้งของรูปหล่อผู้นำของชนเผ่าทั้ง 7 ที่ร่วมกันก่อตั้งอาณาจักรฮังการีขึ้นเมื่อคริสตศวรรษที่ 9 เป็นลานโล่งกว้างขนาดใหญ่ ที่มีอนุสาวรีย์แห่งสหัสวรรษ ตั้งอยู่กลางลาน ซึ่งเป็นอนุสาวรีย์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อการเฉลิมฉลอง ก่อตั้งอาณาจักรฮังการีครบรอบหนึ่งพันปี

Buda Royal Palace บูด้ารอยแยลพาเลส

ที่นี่เคยเป็นพระราชวังมาก่อน ด้วยการตกแต่งและออกแบบที่หลากหลายรูปแบบและมีการผสมผสานศิลปะหลายสมัย พระราชวังได้รับการสร้างใหม่หลังจากเกิดความเสียหายอย่างหนักหลังจากเกิด สงครามโลกครั้งที่ 2 ปัจจุบัน ที่นี่ได้เปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ของเมืองบูดาเปสต์ และเป็นหอศิลป์แห่งชาติ หอสมุดแห่งชาติอีกด้วย

Fishermen's Bastion

เป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวที่มีความสวยงาม และได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เพราะป้อมปราการสไตล์เทพนิยายแห่งนี้มีความน่าสนใจตรงที่อยู่บนเนินสูงใจ กลางเมือง ติดกับแม่น้ำดานูบ ทำให้สามารถเห็นทัศนียภาพโดยรวมของตัวเมืองได้อย่างสวยงาม หอคอยและกำแพงมีลักษณะความเป็นศิลปะในยุคกลาง

Gellért Hill

เป็นจุดชมวิวอีกจุดที่สามารถมองเห็นได้จากทุกที่ในบูดาเปสต์ มีอนุสาวรีย์เสรีภาพซึ่งตั้งอยู่บนยอดสุดของเนินเขา ทำให้ Gellért Hill เป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญของเมืองที่น่าจดจำ แรกเริ่มอนุสาวรีย์สูง 14 เมตร ปัจจุบันป้อมปราการได้ถูกเปลี่ยนไปเป็น พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่นำเสนอประวัติศาสตร์ของเนินเขาลูกนี้

Margaret Island

เกาะกลางแม่น้ำ ดานูบ ซึ่งเป็นสวนสาธารณะของเมืองบูดาเปสต์ที่เกาะนี้ไม่มีรถยนต์ แต่มีทุกอย่างที่จะทำให้คุณได้สนุกสนานในวันพักผ่อน โดยเฉพาะสนามกีฬา สนามเทนนิสมากมาย สระว่ายน้ำกลางแจ้งขนาดใหญ่ สวนญี่ปุ่นและสวนกุหลาบ และโรงละครกลางแจ้ง รวมถึงโรงแรมสปา 2แห่ง และ ลานเบียร์

Parliament อาคารรัฐสภา

อาคารรัฐสภามีขนาดใหญ่อันดับสองของโลก มีความสวยงามโดยเฉพาะเมื่อสะท้อนเป็นเงาจากแม่น้ำดานูบ การเข้าชมภายในที่มีการตกแต่งอย่างหรูหรา

St Stephen's Basilica

เซนต์สตีเฟนบาซิลลิกา เป็นโบสถ์ที่สามารถมองเห็นได้ทั่วทุกที่ใน บูดาเปสต์ ซึ่งโดมของโบสถ์มีความสูง 315 ฟุต ซึ่งมีความสูงเท่ากับอาคารรัฐสภา

The Great Synagogue

เป็นโบสถ์ที่มีความใหญ่เป็นอันดับสองของโลกรองจาก โบสถ์ยิวในนครนิวยอร์ค ห้องโถงโบสถ์มีทางเดินจากประตูสู่แท่นพิธี ถึง 3 ทาง และปฏิบัติตามธรรมเนียมของนิกาย ออโธดอกซ์ ในการแยกที่นั่งสำหรับชาย และหญิง สามารถรองรับผู้แสวงบุญได้ถึง 3000 คน ถือเป็นศูนย์รวมของชุมชนชาวยิวในนครบูดาเปสต์ ภายในโบสถ์ยังมีพิพิธภัณฑ์ของชาวยิวอีกด้วย

Heros' Square

คือจัตุรัสวีรบุรุษ ซึ่งจะรวมเป็นอนุสาวรีย์ของบุคคลสำคัญของประเทศฮังการีจำนวนมาก ความยิ่งใหญ่และสง่างามของที่นี่คือตัวชี้วัดความภาคภูมิใจของชาวฮังการีทุก คนที่มีต่อประเทศ ด้านหลังของจัตุรัสเป็นสวนสาธารณะของเมืองที่มีปราสาทในเทพนิยายอย่าง Vajdahunyad Castle และมีสวนสัตว์ รวมถึง the obligatory Széchenyi Baths ให้เที่ยวชมด้วย

ทะเลสาบ บาเลตัน

เป็นทะเลสาบที่มีความใหญ่ที่สุดของประเทศฮังการีและยุโรปตอนกลางเป็นที่ที่ นักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวฮังการีต้องมาเที่ยวชมมากอีกหนึ่งแห่ง เพราะที่นี่มีสถานที่พักตากอากาศ สปา และสถานที่ที่ใช้ทำกิจกรรมต่างๆ มากมาย เป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงในการเป็นที่ตกปลาอีกแห่งหนึ่งอีกด้วย

 

สิ่งที่ควรเตรียมก่อนการเดินทางไป ประเทศฮังการี : การเดินทางไปท่องเที่ยวที่ประเทศฮังการี หรือประเทศอื่นๆ คุณจะต้องมีการเตรียมพร้อมในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นของใช้ที่จำเป็น โดยเฉพาะยารักษาโรคไม่ควรลืม เพราะอาจจะยุ่งยากหากต้องไปซื้อยาที่ต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้คุณเสียเวลาและหมดสนุกไปกับการเดินทางอีกด้วย

สาธารณรัฐเช็ก

 

สาธารณรัฐเช็ก หรือที่หลายคนรู้จักกันในนามของประเทศเช็ก ที่เป็นอีกหนึ่งประเทศเล็กๆในยุโรป โดยมีเมืองปรากเป็นเมืองหลวง หลายคนที่ยังตัดสินใจอยากจะเดินทางมาท่องเที่ยว ก็อาจจะลังเลใจอยู่ว่า ประเทศแห่งนี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง ซึ่งหลังจากที่กรุงปราก ได้รับการยกย่องให้เป็นอีกหนึ่งดินแดนแห่งความสวยงามให้เป็นมรดกโลกจากยูเนสโก้แล้ว ทำให้ชื่อเสียงของสาธารณรัฐเช็กเริ่มมีชื่อติดหูนักท่องเที่ยวทั่วโลกขึ้นมาทันทีและที่กรุงปราก Pragueนี่เองที่เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาค้นหาและสัมผัสความงามด้วยตัวเอง เพราะที่สาธารณรัฐเช็ก เป็นอีกหนึ่งดินแดนที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นเมืองแห่งทองคำ เมืองแห่งปราสาทร้อยยอด และเป็นสุดยอดอารยธรรม และยังกลายเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมอีกด้วย

 

ภูมิประเทศของสาธารณรัฐเช็ก : สาธารณรัฐเช็กเป็นประเทศซึ่งประกอบไปด้วยพื้นที่ราบสูงซึ่งสูงเหนือระดับน้ำ ทะเล 200 เมตรนอกจากนี้ ยังแวดล้อมไปด้วยเนินเขา แม่น้ำและทะเลสาบเล็กๆ อยู่ประปรายทั่วไป อีกทั้งยังมีพื้นที่ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์เหมาะสมแก่การทำเกษตรกรรมอย่าง ยิ่ง จึงเป็นแหล่งเพาะปลูกพืชหลายชนิดและยังมีแร่ธาตุมากมายโดยมีแร่สำคัญ ได้แก่ ยูเรเนียมและถ่านหิน

 

ภูมิอากาศของสาธารณรัฐเช็ก : ประเทศเช็คมี4 ฤดู คือฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง ฤดูใบไม้ผลิ และฤดูหนาว

  •  ดูร้อน ฤดูร้อนจะเริ่มจากเดือนมิถุนายนจนถึงกลางเดือนกันยายน ซึ่งบางวันอุณหภูมิอาจพุ่งสูงแต่ก็อาจมีฝนตกเช่นกัน นอกจากนี้ประเทศเช็กจะมืดช้าที่สุดคือ พระอาทิตย์จะตกตอนประมาณสามทุ่มสิบห้านาที
  • ฤดูใบไม้ผลิ อากาศจะอยู่ในช่วงเย็นสบายและไม่ร้อนจนเกินไป ในช่วงต้นของฤดูใบไม้ผลิอากาศยังคงเย็นอยู่บ้าง และจะเริ่มอุ่นขึ้นเรื่อยๆในเดือนมีนาคม ส่วนอากาศในเวลากลางคืนส่วนมากก็ยังคงหนาว เดือนพฤษภาคมเวลากลางวันอากาศจะเย็นสบาย ท้องฟ้าก็เริ่มมืดช้าลงและจะมืดตอนประมาณสองทุ่ม
  •  ฤดูใบไม้ร่วง จะอยู่ในช่วงเดือนกันยายน ซึ่งยังคงมีอากาศอบอุ่น ส่วนตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคม อุณหภูมิจะเริ่มลดต่ำลง และเดือนพฤศจิกายนอากาศจะเริ่มหนาวเย็นในเวลากลางคืน และอาจจะมีหิมะชุดแรกตกลงมาในช่วงนี้
  • ฤดูหนาว ในประเทศเช็คจะหนาวมาก อุณหภูมิถึงขั้นติดลบ และจะมีหิมะตกฤดูหนาว และจะมืดเร็วกว่าในฤดูอื่นๆ เนื่องจากพระอาทิตย์จะตกตอนประมาณสี่โมงเย็นใน ทำให้สถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งปิดเร็วตามไปด้วยหรือในบางแห่งจะปิดทำการในช่วงฤดูหนาวไปเลยก็มี

 

ประชากรและวัฒนธรรม : สาธารณรัฐเช็กมีประชากรกว่า 10.47 ล้านคน ประกอบด้วยชาวเช็ก ,ชาวสโลวัก,ชาวโปล ,ชาวฮังกาเรียน ซึ่ง สาธารณรัฐเช็ก สวนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก และไม่นับถือศาสนา ส่วนภาษาใช้ภาษาเช็กเป็นภาษาราชการ ยังมีประวัติศาสตร์และมรดกทางวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นดนตรีพื้นเมืองหรือการละคร เพราะที่นี่เป็นถิ่นกำเนิดของนักเขียน และนักประพันธ์ดนตรีคลาสสิกที่สำคัญยังมีชื่อเสียงด้านสถาปัตยกรรม ซึ่งแต่ก่อนเยอรมันเคยยึดดินแดนของเช็กมาก่อน ทำให้วัฒนธรรมเช็กมีทั้งของเยอรมันและชนเผ่าสลาฟ ทำให้กรุงปรากเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมหลากหลาย

 

ภาษาใช้ : ภาษาเช็กเป็นภาษาราชการ

 

เขตเวลามาตรฐานสาธารณรัฐเช็ก : เวลาของประเทศสาธารณรัฐเช็ก จะเดินช้ากว่าประเทศไทย 6 ชั่วโมงและ 5 ชั่วโมงตามลำดับ โดยเริ่มตั้งแต่คืนวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนมีนาคมเวลา 02.00 น. ไปจนถึงคืนวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนตุลาคมเวลา 03.00 น.

 

ฟิล์มและกล้องถ่ายรูปภาษา : ควรเตรียมไปให้เพียงพอโดยเฉพาะฟิล์มเพราะที่ต่างประเทศราคาจะสูงมากโดยเฉพาะ ตามสถานที่ท่องเที่ยว และควรเตรียมถ่านใส่กล้องถ่ายรูปไปด้วยเพราะอากาศเย็นถ่านจะเสื่อมสภาพเร็ว

 

เงินตรา : สกุลเงินสาธารณรัฐเชคในปัจจุบัน ใช้ธนบัตรและเหรียญเงินสกุลสกุลเงิน ยูโร (EUR) € ธนบัตร 500€ / 200€ / 100€ / 50€ / 20€/ 10€/ 5€ เหรียญ 2€ / 1€ / 50 cents / 20c / 10c / 5c / 2c / 1c เหรียญ 1€ =100 Cents  

 

ระบบไฟฟ้า : ระบบไฟฟ้าของประเทศสาธารณรัฐเชคเป็นแบบ 220 โวลต์ ถ้าปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าของเราไม่ตรงกับปลั๊กที่สาธารณรัฐเชค ควรจะเอา universal Adapter ไปด้วย

 

การใช้โทรศัพท์ : รหัสโทรศัพท์ของประเทศสาธารณรัฐเช็กคือ +43 ท่านสามารถนำมือถือจากเมืองไทยไปใช้ที่นั่นได้ โดยผ่านบริการ Roaming แต่ก่อนที่จะเปิดใช้ อย่าลืมติดต่อทางเครือข่ายมือถือก่อน 

โทรศัพท์สาธารณะ

มี ให้บริการอยู่ทั่วไป มีทั้งหยอดเหรียญและใช้การ์ดโฟนที่ใช้โทรระหว่างประเทศมีหลายราคา  บัตรโทรศัพท์ซื้อได้ที่ ที่ทำการไปรษณีย์ สนามบิน สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน และซุ้มขายหนังสือพิมพ์ การโทรศัพท์ทางไกล สามารถโทรได้โดยหมุน 00-66-รหัสเมือง-เบอร์โทรศัพท์

 

การให้ทิป : การให้ทิปในต่างประเทศ ถือเป็นเรื่องสำคัญ และมารยาทของนักท่องเที่ยวควรให้ทิปสำหรับคนที่ให้บริการท่าน อาทิคนขับรถ / ไกด์ท้องถิ่น ที่คอยอำนวยความสะดวกให้แก่ท่านระหว่างการเดินทาง

 

อาหารการกิน : อาหารประจำชาติเช็กส่วนใหญ่จะทำมาจากเนื้อ ที่อุดมไปด้วยคอเลสเตอรอล ที่เสิร์ฟมาพร้อมด้วยแป้งต้ม และเบียร์ ซึ่งอาหารที่ชาวเช็กรับประทานกันเป็นประจำคือ หมู กะหล่ำปลีและแป้งต้ม คุณจะพบว่าอาหารประจำชาติเช็กนั้นอร่อยใช้ได้ ทำให้นักท่องเที่ยวที่มาสัมผัสและลิ้มรสอาหารหลากสไตล์ ต่างก็ทำให้วิธีรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพไปถึงสองสามวันทีเดียว

 

รายการช้อปปิ้ง : แม้จะมีอารยธรรมและสิ่งก่อสร้างสวยงาม แต่การหาซื้อของฝากจากประเทศเช็ก ก็มีให้เลือกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นของเล่นไม้แบบดั้งเดิมสำหรับเด็กๆ หรือเครื่องประดับโกเมนแบบโบฮีเมียน คริสตับแบบดั้งเดิมและร่วมสมัย เบียร์และไวน์เช็กชั้นเยี่ยมรวมถึง Becherovkaเหล้าสมุนไพรจากเมืองคาร์โลวี วารี ที่นักท่องเที่ยวสามารถหาซื้อได้ตามแหล่งขายของฝากทั่วไป

ตัวอย่างของฝาก

-ของเล่นไม้แบบดั้งเดิมสำหรับเด็กๆ

-เครื่องประดับโกเมนแบบโบฮีเมียน

-เบียร์เช็กและไวน์ชั้นเยี่ยม

-คริสตัลทั้งแบบดั้งเดิมและแบบร่วมสมัย

-Becherovka เหล้าสมุนไพรจากเมืองคาร์โลวี วารี

 

เทศกาลสำคัญ : ประเทศเช็ก มีเทศกาลที่น่าสนใจมากมาย ซึ่งไม่ว่านักท่องเที่ยวจะเดินทางมาในช่วงเดือนไหน ฤดูไหน ก็จะมีการแสดง รวมถึงเทศกาลต่างๆ ให้นักท่องเที่ยวได้ส้มผัสและชื่นชม รวมถึงมีส่วนร่วมในเทศกาลนั้นๆด้วย

เทศกาลดนตรีฤดูหนาว

เทศกาลโอเปร่าประจำปีจะถูกจัดขึ้นในช่วงต้นเดือนมกราคม สัปดาห์แรกของเดือน ซึ่งในงานจะมีการแสดงบัลเล่ต์ และเพลงคลาสสิค ซึ่งจัดขึ้นในหลายสถานที่ ที่ทั้งโรงละครแห่งชาติของปราก

งาน St. Matthew

งาน St. Matthewจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนเมษายน คือช่วงเวลาในการสรรเสริญวัฒนธรรมของชาวเช็ก เป็นงานที่ให้ความบันเทิง แบบเป็นกันเองกับครอบครัว มีการจัดเครื่องเล่นต่าง ๆ กว่า 130 อย่าง มีทั้งรถไฟเหาะตีลังกาบ้านผีสิง ม้าหมุนน้ำตก เครื่องกลจำลองเสมือนจริง ปืนใหญ่ โลกน้ำและเรือเฟอร์รี่

เทศกาลอีสเตอร์

เทศกาลอีสเตอร์ ที่จัดขึ้นในเดือนมีนาคมไปจนเดือนเมษายน ก่อนเทศกาลอีสเตอร์ จัตุรัสเมืองเก่าและสถานที่อื่น ๆ ในปราก เป็นสถานที่มีไข่อีสเตอร์เป็นจำนวนมากที่ทำมาจากมือ รวมทั้งของเล่นที่ทำมาจากไม้และขนมแบบดั้งเดิม

เทศกาลดนตรีนานาชาติ

ฤดูใบไม้ผลิเดือนพฤษภาคมถึงช่วงเดือนมิถุนายนเป็นเวลา 3 สัปดาห์ เป็นงานเทศกาลดนตรีคลาสสิคและการเต้นรำในโบสถ์ วังและที่จัดแสดงคอนเสิร์ต ซึ่วเป็นที่นิยมมาก เพราะงานนี้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลกทุก ๆ ปี

เทศกาลเบียร์เช็ก

เครื่องดื่มจากทั่วประเทศจะมารวมตัวกันเพื่อแสดงเครื่องดื่มสีทองในช่วง เดือนพฤษภาคมถึงช่วงต้นของเดือนมิถุนายน เป็นเทศกาลเบียร์ที่มีการกินดื่มที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศเช็กนั่งดื่ม เบียร์ในเต้นท์ขนาดใหญ่ มีดนตรีสดและอาหารเช็ก

เทศกาลอาหาร

ช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม มีการจัดงานเทศกาลอาหารโดยผู้แต่งคู่มือเกี่ยวกับร้านอาหาร เป็นเมนูอาหารที่แตกต่างกันและผ่านการนำเสนอจากร้านอาหารชั้นนำกว่า 30 ร้านทั่วโลกหนึ่งในนั้นมีอาหารจากประเทศไทยด้วย

งานพรอม

ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน ถึงปลายเดือนเดือนกรกฎาคม งานพรอมของ BBC เป็นการนำวงดนตรีซิมโฟนีเข้ามาในงาน จุดเด่นของงานคือ การแสดงบทบาททางดนตรีในการสร้างภาพยนตร์ สไตล์ฮอลลีวูด ซึ่งได้รับความร่วมมือกับวงออเครสตร้าซิมโฟนีแห่งชาติเช็ก

เทศกาลดนตรีแจส

กลางเดือนกรกฎาคม นักร้องและนักแต่เพลงจากการเพลงแจสของยุโรปมารวมตัวกัน ซึ่งเป็นการจัดงานเพลงแจส ในจัตุรัสเมืองเก่าสำหรับคอนเสิร์ตกลางคืน

เทศกาลคริสต์มาส

เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม ต้นคริสต์มาสขนาดยักษ์ประดับไฟที่ใจกลางของจัตุรัสเมืองเก่า พร้อมด้วยเสียงเพลงและการแสดงข้างถนนมากมาย ภายในงานมีซุ้มขายของขายของเล่นที่ทำมาจากเซรามิค ไม้ และรูปแกะจากสลักแก้ว และอาหารอย่างเค้กแสนอร่อย ไส้กรอกบาร์บีคิวและไวน์ ซึ่งจัดขึ้นที่ตลาดคริสมาสต์ และตลาดหลักที่อยู่ในจัตุรัสเมืองเก่าและจัตุรัส Wenceslas เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และจัดขึ้นเพื่อฉลองวันคริสต์มาส

เทศกาลปีใหม่

คืนวันที่ 31 ธันวาคมชมพลุดอกไม้ไฟระเบิดไปทั่วแม่น้ำ และฟังดนตรีที่จัตุรัส Wenceslas หรือไปยังจัตุรัสเมืองเก่า มีการแสดงสดบนจอขนาดใหญ่รวมถึงการแสดงอื่น ๆ และร่วมสนุกไปกับงานปาร์ตี้ต่าง ๆ มากมายตลอดทุกที่ในปราก

 

สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศเช็ก

กรุงปราก Prague

กรุงปราก Prague ได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงที่สวยที่สุดเมืองหนึ่งในโลก ซึ่งเป็นเมืองที่มีความงดงามด้านสถาปัตย กรรมชั้นยอดของทุกยุคสมัย ไม่ว่าจะเป็นเรอเนสซองส์ ,โรมาเนสก์ กอธิก บาร็อก และอาร์ตนูโว ถือได้ว่าเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวมากที่สุด เพราะเป็นบริเวณที่เป็นเขตเมืองเก่าแก่และรวมสุดยอดศิลปกรรม ซึ่งถือได้ว่าเป็นหัวใจของปราก คือปราสาท Castle District, Little Quarter ฯลฯ ที่อยู่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำวัลตาวาย่านเมืองเก่า และจัตุรัสเวนเซสลาส รวมถึง Charles Bridge สะพานชาร์ลส์ ที่มีอายุมากกว่า 600 ปี

Prague Castle

ปราสาทปรากเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของประเทศที่ชาวเช็กรักและภาคภูมิใจ เป็นสถานที่สำคัญที่สุดขอประเทศ ปราสาทปรากเริ่มสร้างในศตวรรษที่ 9 และประกอบด้วยสิ่งก่อสร้างอย่าง โบสถ์ พระราชวัง สวนหย่อม พิพิธภัณฑ์ที่เป็นเสมือนมรดกทางวัฒนธรรมต่างๆ ของศิลปะทุกสมัยที่รวมไว้ด้วยกัน และปัจจุบันปราสาทปรากได้กลายมาเป็นสถานที่ทำงานของประธานาธิบดีนั่นเอง

St. Vitus Cathedral

มหาวิหารเซนต์วิตัส ตั้งอยู่ในย่านปราสาทปราก โดยสร้างในสมัยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 14 ซึ่งมหาวิหารสไตล์กอธิกแห่งนี้นับได้ว่าเป็นมหาวิหารที่มีความประณีตงด งามมากที่สุดแห่งหนึ่ง เพราะมีประตูแกะสลักลวดลายตระการตา และกระจกสีสเตนกลาสที่ประดับรอบวิหารยิ่งทำให้มหาวิหารแห่งนี้ดูโดดเด่นมาก ขึ้น

St. Wenceslas Chapel

โบสถ์เซนต์เวนเซสลาส มีความสวยงามมาก ซึ่งภายในได้รับการตกแต่งด้วยภาพเฟรสโกและอัญมณีทีค่ากว่า 1,345 ชิ้น และยังเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิหารเซนต์วิตัส ซึ่งเป็นผลงานชิ้นเอกของศิลปะในแบบกอธิก นอกจากนี้ยังเป็นที่เก็บพระศพของบรรดากษัตริย์ในอดีตอีกด้วย

Old Royal Palace

เป็นอาคารที่ต่อเนื่องมาจากโบสถ์เซนต์วิตัสสำหรับพระราชวังเก่าที่สร้างขึ้น เมื่อช่วงศตวรรษที่ 9 เพื่อเป็นที่ประทับของราชวงศ์ ภายในได้แบ่งออกเป็นหลายส่วนซึ่งความสวยงามอยู่ที่บริเวณ Vladislav Hall ที่ก่อสร้างด้วยศิลปะของยุคกอธิกที่มีเพดานเป็นลายดอกไม้ และกระจกบานสูงที่แสนงดงาม โดยจะเปิดให้เข้าชมทุกวันในเดือนเมษายน ถึงเดือน ตุลาคม และเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนมีนาคม

ประเทศสวีเดน

 

มีชื่อเรียกในทางการคือ ราชอาณาจักรสวีเดน (Kingdom of Sweden) เป็นประเทศของกลุ่มนอร์ดิกซึ่งมีที่ตั้งอยู่บนคาบสมุทรสแกนดิเนเวียแห่งทวีปยุโรปเหนือสำหรับอาณาเขตทางด้านตะวันตกนั้นอยู่ติดกับประเทศนอร์เวย์ ทางตะวันออกเฉียงเหนือติดกับประเทศฟินแลนด์และช่องแคบสแกเกอร์แรก (Skagerrak) ส่วนทางตะวันตกเฉียงใต้ติดกับช่องแคบแคทีแกต (Kattegat) และด้านตะวันออกอยู่ติดทะเลบอลติกและอ่าวบอทเนีย

 

ประชากร : ชาวสวีเดนประมาณ 6.9 ล้านคน

 

ภูมิประเทศของสวีเดน : ประเทศสวีเดนมีพื้นที่โยตตาลันด์ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศโดยเป็นที่ราบและมีป่าไม้สเวียลันด์ นับว่าเป็นที่ราบของประเทศซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ รวมถึงยังประกอบไปด้วยพื้นที่ทะเลสาบอยู่อีกหลายแห่ง นอกจากนี้ ทางตอนเหนือของประเทศยังมีป่าไม้ ภูเขาและแร่ธาตุจำนวนมาก นับเป็นผืนแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์ซึ่งแวดล้อมไปด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติที่น่าสนใจทีเดียว

 

ภูมิอากาศของสวีเดน : เนื่องจากประเทศสวีเดนมีพื้นที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือค่อนข้างสูง แต่กลับมีสภาพภูมิอากาศเป็นแบบอบอุ่น เพราะได้รับอิทธิพลจากกระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีมและทางตอนเหนือแห่งอาร์กติกเซอร์เคิล ในบางช่วงของฤดูร้อนพระอาทิตย์จะไม่ตกดินเลย อีกทั้งยังแทบไม่สามารถพบเห็นอีกด้วยในช่วงฤดูหนาว ด้วยเหตุนี้เอง ประเทศสวีเดนจึงกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่พบปรากฏการณ์พระอาทิตย์เที่ยงคืน

 

วัฒนธรรมสวีเดน : วัฒนธรรมสวีเดนคือวัฒนธรรมที่เรียบง่าย เสมอภาค และเปิดรับสิ่งที่เป็นประโยชน์ ความเชื่อ ค่านิยมตลอดจนจริยธรรมในการทำงานที่ปฏิบัติกันมายาวนาน ได้หลอมรวมกันจนเกิดเป็นวัฒนธรรมสวีเดนและวัฒนธรรม IKEAวัฒนธรรมนี้สร้างขึ้นบนความคิดที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลผู้คนในสังคม วิถีชีวิตแบบสวีเดนเป็นชีวิตที่อ่อนน้อมถ่อมตน เรียบง่าย ทุกคนมีความสำคัญเท่าเทียมกัน พึ่งพาอาศัยกันเพื่อสร้างความสำเร็จให้กับส่วนรวม

 

เขตเวลามาตรฐานของประเทศสวีเดน : เมื่อเทียบระยะเวลาที่แตกต่างจากประเทศไทย ในช่วงปลายเดือนมีนาคม – ปลายเดือนตุลาคม เวลาจะเดินช้ากว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง และเดินช้า 6 ชั่วโมงในเดือนที่ไม่ได้มีการปรับเวลา

 

ภาษา : ประเทศสวีเดนไม่มีภาษาทางการ โดยมีภาษาสวีเดนเป็นภาษาหลักของประเทศ ที่ประชากรส่วนใหญ่พูด สวีเดนรับรองภาษาของชนกลุ่มน้อยห้าภาษา ได้แก่ ภาษาฟินแลนด์ เมแอนเกียลิ (Meänkieli) ภาษาซามิ ภาษาโรมานี และภาษายิดดิช ประเด็นเรื่องการให้ภาษาสวีเดนเป็นภาษาทางการถูกหยิบยกขึ้นมาในปีพ.ศ. 2548 แต่การลงคะแนนเสียงในรัฐสภาแพ้ไป 145-147

 

ฟิล์มและกล้องถ่ายรูปภาษา : ควร เตรียมไปให้เพียงพอโดยเฉพาะฟิล์มเพราะที่ต่างประเทศราคาจะสูงมากโดยเฉพาะ ตามสถานที่ท่องเที่ยว และควรเตรียมถ่านใส่กล้องถ่ายรูปไปด้วยเพราะอากาศเย็นถ่านจะเสื่อมสภาพเร็ว

 

เงินตรา : โครนาสวีเดน ( 1โครน ประมาณ 5 บาทของประเทศไทย 9 โครน ประมาณ 1 ดอลลาร์สหรัฐ)

 

ระบบไฟฟ้า : สวีเดนใช้กระแสไฟ 230 V 50 Hz ปลั๊กที่ใช้จะเป็นแบบ 2 ขากลม หากเดินทางไปประเทศสวีเดน ควรนำตัวแปลงไฟไปด้วย

 

การใช้โทรศัพท์ : นักท่องเที่ยวสามารถใช้โทรศัพท์ที่ใดก็ได้ทั่วประเทศ และยังสามารถโทรไปที่ต่างๆ ทั่วโลกได้เช่นกัน โดยการหมุนหมายเลขรหัสประเทศนั้น ตามด้วยหมายเลขเมือง และเบอร์โทรของประเทศไทยคือ 0066 + จังหวัด + หมายเลขโทรศัพท์ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์มีบริการโทรศัพท์ทางไกล ทั้งชนิดหยอดเหรียญและใช้การ์ดโฟน หรืออีกวิธีหนึ่ง คือ การเปิด Roaming แต่ก่อนเปิดใช้งานจะต้องไปแจ้งทางเครือข่ายโทรศัพท์มือถือของท่านก่อน

 

การให้ทิป : การให้ทิปในต่างประเทศ ถือเป็นเรื่องสำคัญ และมารยาทของนักท่องเที่ยวควรให้ทิปสำหรับคนที่ให้บริการท่าน อาทิคนขับรถ / ไกด์ท้องถิ่น ที่คอยอำนวยความสะดวกให้แก่ท่านระหว่างการเดินทาง

 

อาหารการกิน 

-ปลาherring ผักชีฝรั่งและมะนาว อาหารประจำชาติของประเทศสวีเดน

-Swedish meatball - Kottbullar มันฝรั่งต้มและแยม   ลูกชิ้นที่ปรุงรสแล้วมีทั้งเนื้อหมู, เนื้อไก่และเนื้อวัว รับประทานกับมันฝรั่ง ซอสและควบคู่ไปกับแยมผลไม้ แยมจะมีรสหวานทานง่าย

 -Prinsesstarta เค้กที่ขึ้นชื่อ

 

รายการช้อปปิ้ง : เสื้อ ผ้า H&M  รองเท้า Friis & Company  น้ำหอมเซลล์   ช็อคโกแลต Polly  ขนม Daim   งานหัตถกรรมของชนเผ่า Sami (Sami handicraft)

 

เทศกาลสำคัญ : เทศกาลมิดซัมเมอร์ในสวีเดน ในเทศกาลมิดซัมเมอร์ หรือมิดซอมมาร์ในภาษาสวีเดน ที่ชาวสวีเดนโปรดปราน พวกเขามักร้องเพลงและเต้นรำไปรอบๆ เสาไม้สูงใหญ่ที่เรียกกันว่า “เมย์โพล” (May pole) เทศกาลมิดซัมเมอร์จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวันที่กลางวันยาวนานที่สุดในรอบปี นับเป็นเทศกาลที่ชาวสวีเดนชื่นชอบที่สุดเทศกาลหนึ่ง มักจัดขึ้นในวันที่อากาศดี และถือเป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบเนื่องกันมายาวนานแต่โบราณ โดยมีพิธีการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับธรรมชาติและความหวังให้การเพาะปลูกในฤดูใบไม้ร่วงประสบผลดี ในบรรดากิจกรรมทั้งหมดของเทศกาลมิดซัมเมอร์ ไม่มีกิจกรรมใดที่จะสำคัญและเป็นที่นิยมเท่าการยกเสาเมย์โพล มิดซัมเมอร์มักจัดขึ้นในวันศุกร์ใกล้วันที่ 24 มิถุนายนเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นวันหยุดสุดสัปดาห์แห่งการเฉลิมฉลอง ทั้งยังมีความคล้ายคลึงกับเทศกาลอื่นๆ ตรงที่นิยมฉลองกันอย่างคึกคักในวันก่อนวันเทศกาล (วันมิดซัมเมอร์อีฟ ) ดังนั้น ในวันก่อนหน้าวันมิดซัมเมอร์อีฟ ผู้คนจึงมักทิ้งเมืองใหญ่เอาไว้เบื้องหลังแล้วมุ่งหน้าสู่ชนบท นอกจากนี้ ชาวสวีเดนยังเริ่มฉลองวันมิดซัมเมอร์อีฟด้วยการเก็บดอกไม้มาร้อยมงกุฎที่เรียกกันว่า “krans” แล้วสวมใส่ประดับศีรษะในช่วงวันมิดซัมเมอร์อีกด้วย

 

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจของประเทศ : ปราสาท คาลมาร์ (Kalmar Castle)  ปราสาทแห่งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของประเทศสวีเดนเลยทีเดียว เพราะก่อตั้งมายาวนานตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 และเป็นตัวแทนในการปกป้องคุ้มครองประเทศมาตลอด โดยปราสาทขนาดใหญ่นี้ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้ข้าศึกและโจรสลัดเข้ามาโจมตีเมือง ผ่านทางทะเลบอลติกได้

 เมืองวิสบีย์ (Visby Medieval City)

   เมืองเก่าแก่ในเกาะก็อธแลนด์ ถือเป็นอีกหนึ่งที่ซึ่งนักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดเด็ดขาด เพราะเมืองที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 โดยมีจุดท่องเที่ยวน่าสนใจมากมาย ทั้ง พิพิธภัณฑ์เก่าแก่ประจำเกาะและสถาปัตยกรรมยุคกลางมากมายที่ยังคงหลงเหลือไว้ ให้คนรุ่นหลังได้เห็น

Gamla Stan Gamla Stan

 ถือเป็นสถานที่โปรดของนักท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งเลยทีเดียว เพราะเป็นที่ซึ่งผสมผสานกลิ่นอายย้อนยุคแบบโบราณและความทันสมัยเข้าไว้ด้วย กันได้อย่างลงตัว

ปราสาทโดรทนิงโฮล์ม – Drottningholms slott

ปราสาทโดรทนิงโฮล์ม (ภาษาอังกฤษ: Drottningholm Palace; ภาษาสวีเดน: Drottningholms slott) ตั้งอยู่ใน Ekerö อยู่ทางตะวันตกของ สตอกโฮล์ม นักท่องเที่ยวคนไหนไม่ได้ไปที่ “ปราสาทโดรทนิงโฮล์ม” ถือว่าพลาดมาก ๆ เพราะที่นี่สวยถึงขนาดที่ UNESCO ยกย่องให้เป็นหนึ่งในมรดกโลกเลยทีเดียว

โดยปราสาทแห่งนี้เป็นของราชวงศ์ในยุคก่อน ซึ่งสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 16 จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ปราสาทแห่งนี้จะเต็มไปด้วยความหรูหราไปซะทุกจุด จนทำให้นักท่องเที่ยวที่ได้เขาชมประทับใจไปตาม ๆ กัน

พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ – Statens historiska museum

พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ (ภาษาอังกฤษ: Swedish Museum of National Antiquities; ภาษาสวีเดน: Statens historiska museum หรือ Historiska museet) ตั้งอยู่ในกรุงสตอกโฮล์มสถาณที่นี้เหมาะสำหรับท่านที่ชอบแนวไวกิ้ง ถ้าคุณเป็นคนชอบศึกษาวัฒนธรรมโบราณหรือชอบดูงานศิลปะสวย ๆ ในสมัยก่อน คุณก็ไม่ควรพลาดการเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ที่นี่เด็ดขาด

เพราะเป็นที่ซึ่งรวบรวมข้าวของยุคเก่าเอาไว้มากมาย ตั้งแต่สมัยยุคหินรวมไปถึงหลักฐานจากยุคไวกิ้ง ทั้งกระดูกและอาวุธของคนในยุคนั้น ซึ่งจุดเด่นที่สุดของพิพิธภัณฑ์นี้ ก็คือ ห้องสีทอง ที่เรียกกันว่า Guldrummet โดยภายในห้องจะเก็บรวบรวมเฉพาะเครื่องเรือนโบราณที่ทำจากเงินและทองเท่านั้น จึงเต็มไปด้วยงานฝีมือที่ประณีตงดงามมากมาย

หมู่เกาะสต็อกโฮล์ม – Stockholms skärgård

หมู่เกาะสต็อกโฮล์ม (ภาษาอังกฤษ: Stockholm Archipelago; ภาษาสวีเดน: Stockholms skärgård) ถือเป็นหมู่เกาะที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในทะเลบอลติก โดยมีเกาะรวมกันกว่า 30,000 เกา

ซึ่งแต่ละเกาะก็ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวแตกต่างกันไปตามไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน เช่น เกาะฟีจานเหมาะกับคนชอบพายเรือคายัค ในขณะที่เกาะฟินน์แฮมม์เป็นที่ชื่นชอบของคนรักการว่ายน้ำ จึงทำให้เป็นอีกสถานที่ที่นักท่องเที่ยวแห่ไปพักผ่อนที่นั่นกันมากมาย

เมืองยุคไวกิ้ง – Birka

Birka (The Viking City) เป็นเมืองที่ถูกพบเป็นครั้งแรก “เมืองแรกของประเทศสวีเดน” ตั้งอยู่ในทะเลสาป Mälaren ทางตะวันตกของกรุงสตอกโฮล์ม Birka เป็นเมืองไวกิ้งซึ่งถูกสร้างขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 7 และอาศัยอยู่จนจะสิ้นสุดศตวรรษที่ 9 Birkaถูกประกาศให้เป็นมรดกโลกโดยยูเนสโกในปี 1993 และได้ถูกเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์เมื่อปี 1996 เพื่อแสดงให้เห็นโบราณคดีที่พบจากยุคไวกิ้ง

นอกจากนี้ Birka ยังเป็นเกาะที่สวยงามกับสภาพภูมิทัศน์ทางประวัติศาสตร์ที่สมบูรณ์แบบสำหรับการเดินเล่นหรือว่ายน้ำที่แสนสดชื่น มีร้านอาหารอาหารและเครื่องดื่มบริการ

เมืองเก่าอุปซอลา – Gamla Uppsala

สถานที่นี้เหมาะสำหรับท่านที่ชอบแนวไวกิ้ง สำหรับท่านที่เข้ามาเที่ยวในสตอกโฮม เพื่อไม่เป็นการเสียเที่ยว..ไม่ควรพลาดที่จะแวะเข้ามาที่เมืองอุปซอลาเดินทางไปกลับได้มีรถบัสวิ่งไปที่ Uppsala เที่ยววันเดียวก็เกินพอแล้วค่ะ (น่าจะประมาณ 4 ชม.ก็เที่ยวหมดแล้ว) แล้วก็กลับมาพักที่ Stockholm ได้ อุปซอลาเคยเป็นเมืองหลวงเก่าของสวีเดนในยุคไวกิ้ง ทำให้มีหลักฐานทางด้านโบราณคดีหลายอย่าง ทั้งโบราณสถานและโบราณวัตถุ เช่น เมืองเก่าอุปซอลา (Gamla Uppsala), โบสถ์หลวงประจำเมือง และยังพบศิลาจารึกในยุคไวกิ้งเป็นจำนวนมาก

เมืองวิสบี – Visby

เมืองวิสบี (ภาษาอังกฤษ: Visby Medieval City; ภาษาสวีเดน: Visby ) วิสบี (Visby) ไข่มุกแห่งเมืองการค้าของสแกนดิเนเวีย เป็นเมืองเก่าแก่ของชาวไวกิ้งและเป็นเมืองที่น่าทึ่งที่สุดในประเทศสวีเดนและสแกนดิเนเวีย ตั้งอยู่บนชายฝั่งตะวันตกของเกาะก็อตแลนด์ ถือเป็นอีกหนึ่งที่ซึ่งนักท่องเที่ยว..ไม่ควรพลาดเด็ดขาด Yes.. เพราะเมืองที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 วิสบีเป็นที่รู้จักสำหรับกำแพงเมืองวิหารและซากปรักหักพังของโบสถ์และถูกประกาศให้เป็นมรดกโลกจาก UNESCO ในปี 1995 โดยมีจุดท่องเที่ยวน่าสนใจมากมายทั้งพิพิธภัณฑ์เก่าแก่ประจำเกาะและสถาปัตยกรรมยุคกลางมากมายที่ยังคงหลงเหลือไว้ให้คนรุ่นหลังได้เห็น แต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของที่นี่คงเป็นอะไรไม่ได้นอกจาก Ringmuren กำแพงหินรูปวงกลมแสนสวยของเมือง รวมไปถึงสวนพฤกษชาติขึ้นชื่อที่ทำให้เมืองวิสบีย์ได้ฉายาว่า “เมืองแห่งกุหลาบ

ในช่วงฤดูร้อนเมืองวิสบี ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมสำหรับชาวสแกนดิเนเวียน ซึ่งในแต่ละปีเมืองเก่าแก่แห่งนี้ได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทุกสารทิศ เป็นจำนวนนับแสนคนเลยทีเดียว

Fårö

Fårö เป็นเกาะทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะ Gotland เป็นเกาะที่ใหญ่อันดับแปดของสวีเดน มีหาดทรายที่สวยงามและเป็นธรรมชาติซึ่งมีเอกลักษณ์ที่สูงตระหง่าน เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่เข้าชมมากที่สุดใน Gotland ถือว่าเป็นสถาณที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งที่ไม่ควรพลาดเช่นกัน

การเดินทางจาก เมืองวิสบี ไปยังเกาะ Fårö นั้น

จะมีรถประจำทางสาย 20 (เพื่อความแน่ใจลองถามคนแถวนั้นดูอีกรอบนะคะว่ารถประจำทางสายอะไร)วิ่งระหว่างวิสบีไป Fårösund ระยะทางประมาณ 56 กม.

จากนั้นก็ไปต่อเรือข้ามฟาก(บริการฟรี) เพื่อที่จะไป Broa ซึ่งอยู่ในเกาะ Fårö ปกติจะมีวิ่งทุกครึ่งชั่วโมง ซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ 8 นาที

Ales Stenar i Kåseberga

Ales Stenar หรือ Ale stenarเป็นสถาณที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างมากของภาคใต้สวีเดน มีนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากไปที่นั่น ดิฉันเคยไปมาในช่วงฤดูร้อน ประทับใจบรรยากาศดีมาก ๆ โดยเฉพาะข้างบนคล้าย ๆ กับอยู่ในแดนของไวกิ้งสมัยก่อน มองลงไปด้านล่างเห็นทะเล Ales Stenar เป็นก้อนหินโบราณที่ได้เรียงยาวเป็นรูปเรือไวกิ้งในสมัยก่อน ชาวไวกิ้งใช้สำหรับการคำนวนหาเวลาพระอาทิตย์ขึ้นและตก คำนวนหาช่วงของฤดูกาล และทำปฏิทิน Ales Stenar ตั้งอยู่ใน Kåseberga ในเขตเทศบาลเมือง Ystad

วิหารลูเธอแรน – Lunds domkyrka

Visitors: 325,748