ทัวร์สิงคโปร์

  ท่องเที่ยวสิงคโปร์

สิงคโปร์ เป็นหนึ่งในประเทศที่มีความมั่นคงทางการเมือง และเศรษฐกิจชั้นนำของโลก และเป็นอีกหนึ่งประเทศยอดนิยมของคนไทยมาหลายปี เนื่องจากไม่ไกลจากบ้านเรามากนัก จึงสะดวกในเรื่องการเดินทาง นอกจากนี้ยังเป็นที่นิยมของขาช้อปชาวไทยทั้งหลาย เพราะที่สิงคโปร์ มีการจำหน่ายสินค้าปลอดภาษีและเป็นศูนย์กระจายสินค้าส่งออกไปในภูมิภาคเอเซียตะวันออกอีกทอดหนึ่งด้วยแม้บ้านเมืองใน สิงคโปร์ จะมีความเจริญอยู่มากก็จริง แต่ก็มีกฏบางสิ่งบางอย่างต้องให้นักท่องเที่ยวชาวไทย ที่กำลังจะไปเที่ยวสิงคโปร์ ต้องรู้ไว้ในเบื้องต้น ว่ามีอะไรควรปฏิบัติหรือไม่? เพื่อให้การท่องเที่ยวในสิงคโปร์พร้อมและสนุกราบรื่นที่สุด..

 

สภาพภูมิอากาศ :

ฤดูร้อน จะอยู่ในช่วง เดือนกุมภาพันธ์ - เดือนตุลาคม

ฤดูฝน จะอยู่ในช่วง เดือนพฤศจิกายน- เดือนมกราคม

          ประเทศสิงคโปร์มีสภาพภูมิอากาศคงที่ มีอุณหภูมิสม่ำเสมอและมีฝนตกชุก สิงคโปร์ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มสภาพภูมิอากาศแบบป่าเขตร้อน ไม่มีการแบ่งฤดูเหมือนประเทศอื่นๆ ที่มีการแบ่งเป็น ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูใบไม้ร่วง หรือ ฤดูหนาว ด้วยความที่สิงคโปร์มีภูมิอากาศที่คงที่ จึงเป็นการดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวตลอดปี โดยอุณหภูมิ จะอยู่ระหว่าง 22 ถึง 34 องศาเซลเซียส ค่าความชื้นโดยเฉลี่ยนอยู่ที่ 85% - 90% ในช่วงเช้า และ 55%-60% ในช่วงเที่ยง หากมีฝนตกชุกมาก ค่าความชื้นอาจสูงได้ถึง 100% ช่วงกลางปี ในเดือนมิถุนายน และ กรกฎาคม จัดเป็นเดือนที่ร้อนที่สุด และ เดือนพฤศจิกายน และธันวาคม เป็นช่วงฤดูมรสุม ซึ่งวัดจากพื้นดินที่ชุ่มชื้นและค่าความชื้นสูง อุณหภูมิต่ำสุดที่เคยวัดได้ คือ 19.4 องศาเซลเซียส และมากที่สุด คือ 35.8 องศาเซลเซียส ประเทศสิงคโปร์ตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ทำให้ภูมิอากาศมีความคงที่อยู่ตลอดปี สภาพภูมิอากาศมักมีส่วนสำคัญเวลานักท่องเที่ยวเลือกที่จะไปท่องเที่ยวในที่ใดๆ และสิงคโปร์ดูจะตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวได้ดีที่สุด บางคนไม่ชอบอากาศชื้นในเดือน พฤศจิกายน และธันวาคม แต่ 10 เดือนที่เหลือก็ยังมีสภาพอากาศที่ดีให้กับนักท่องเที่ยวได้ สวนพฤกษศาสตร์ที่นี่ได้รับการดูแลอย่างดี เป็นจุดท่องเที่ยวที่สวยงามสำหรับนักท่องเที่ยวและชาวสิงคโปร์เอง ด้วยสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมนี้ ทำให้นักท่องเที่ยวจากที่ต่างๆปรารถนาจะมาท่องเที่ยวที่สิงคโปร์อย่างน้อยสักครั้งหนึ่งในชีวิต ที่นี่เป็นเกาะที่ทำให้คุณรู้สึกเหมือนอยู่ที่บ้าน ตอบสนองความต้องการของทุกคน การบริการ และความเป็นมิตรของชาวสิงคโปร์ ทำให้การมาท่องเที่ยวที่นี่มีคุณค่าอย่างแท้จริง ในขณะที่กระแสโลกาภิวัฒน์ได้เกิดขึ้นในโลก และประเทศต่างๆเริ่มกลายเป็นเป็นประเทศอุตสาหกรรม และวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของประเทศนั้นๆเริ่มเสื่อมถอยลง


เวลา :– ใช้เวลามาตรฐานแบบ UTC/GMT +8 ชั่วโมง

– ไม่มีการปรับเปลี่ยนเวลาไปตามฤดูกาล

– ตัวย่อเขตเวลาคือSGT – Singapore Time

– เมื่อเทียบระยะเวลาที่แตกต่างจากเวลาของประเทศไทย เวลาในประเทศสิงคโปร์เดินเร็วกว่าเวลาในประเทศไทย 1 ชั่วโมง

 

ภาษา : สิงคโปร์มีภาษาราชการถึง 4 ภาษา คือ อังกฤษ จีน มาเลย์ และภาษาทมิฬ  ศิลปวัฒนธรรมก็เป็นลักษณะผสมระหว่างจีน มาเลเซีย และอินเดีย

ภาษาประจำชาติ :  คือภาษามาเลย์

ภาษาราชการ :  ที่ใช้กันอยู่คือ ภาษาจีนกลาง, ภาษาทมิฬ และ ภาษาอังกฤษ

ภาษาที่ถูกใช้บ่อยมากที่สุด:  คือ ภาษาอังกฤษ คนส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นร้านค้า, ตลาด, โรงแรม, แท็กซี่ และภัตราคาร จะไม่มีปัญหาในเรื่องของภาษาที่ใช้ หากคุณมีความสามารถในด้านภาษาจีนกลาง และ / หรือ ภาษามาเลย์ก็จะมีประโยชน์อยู่มาก

 

เงินตรา1 ดอลลาร์ สิงคโปร์ ประมาณ 24 บาทไทย ดอลลาร์สิงคโปร์ นอกจากดอลลาร์สิงคโปร์ ดอลลาร์สหรัฐและออสเตรเลียแล้ว สกุลเงินเยนและปอนด์อังกฤษก็เป็นที่ยอมรับในศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้ารายใหญ่เกือบทุกแห่ง

 

ระบบไฟฟ้าระบบไฟฟ้าที่สิงคโปร์จะเป็น 220 วัตต์เหมือนกับบ้านเราคะ ต่างกันที่ปลั๊กไฟที่นั่นจะเป็นแบบ 3 ขา รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส

 

สิ่งที่ต้องระวังให้มากเกี่ยวกับบุหรี่ : ห้ามสูบบุหรี่ในรถขนส่งมวลชน พิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด ลิฟต์ โรงละคร โรงภาพยนตร์ ร้านอาหาร ศูนย์อาหาร ร้านทำผม ซูเปอร์มาร์เก็ต ห้างสรรพสินค้า สถานที่ราชการ ผับ ดิสโก้ ร้านคาราโอเกะ และไนท์สปอตทุกแห่ง เว้นแต่จะมีห้องสำหรับ สูบบุหรี่หรือมุมสูบบุหรี่ที่ได้รับอนุญาต ผู้ฝ่าฝืนอาจเสียค่าปรับเป็นจำนวนถึง 1,000 ดอลลาร์สิงคโปร์

 

การใช้โทรศัพท์ : โทรศัพท์สาธารณะ ของที่นี่ทำงานโดยใช้บัตรเครดิต และ/หรือบัตรโทรศัพท์ ใช้ได้กับทั้งการโทรในประเทศและต่างประเทศ น้องๆสามารถหาโทรศัพท์สาธารณะได้จากห้างสรรพสินค้าและสถานีรถ MRT เกือบทุกแห่ง การโทรในประเทศจะเสียค่าโทร 10 เซนต์ทุก 3 นาที ส่วนบัตรโทรศัพท์มีให้เลือกหลายราคา ตั้งแต่ SGD 2, SGD 5, SGD 10, SGD 20 และ SGD 50 น้องๆสามารถหาซื้อได้จากสำนักงานไปรษณีย์และตัวแทนขายบัตร หากต้องการโทรออกต่างประเทศ ให้กดรหัส Access code ตามด้วยรหัสประเทศ รหัสพื้นที่และหมายเลขโทรศัพท์ บริษัทโทรศัพท์แต่ละรายจะใช้ Access code ที่แตกต่างกัน ดังนี้ 001 สำหรับ SingTel, 002 สำหรับ M1 และ 008 สำหรับ Starhub บัตรโทรต่างประเทศมีหลายราคาตั้งแต่ SGD 10, SGD 20 และ SGD 50 ซึ่งน้องๆสามรถหาซื้อได้ตามสำนักงานไปรษณีย์ทุกสาขาอย่างเช่น สาขาสนามบินชางฮี ร้านเซเว่นอีเลเว่น และร้าน ขายปลีกอื่นๆ

โทรศัพท์มือถือ มีเครือข่ายโทรศัพท์มือถือสองรายคือ GSM900 และ GSM1800 และมีผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือสามรายคือ SingTel, M1 และ StarHub หากต้องการโทรระหว่างประเทศ ให้ใช้ รหัส 001, 013, หรือ 019 สำหรับ SingTel และ 002 หรือ 021 สำหรับ M1 และ 008 หรือ 018 สำหรับ StarHub

การให้ทิป : การให้ทิปไม่ใช่ธรรมเนียมปฏิบัติ ของโรงแรมและร้านอาหารส่วนใหญ่ในสิงคโปร์ เนื่องจากสถานที่เหล่านี้ได้เก็บค่าบริการไปแล้ว 10% ในบิลของลูกค้า การให้ทิปไม่ใช่วิถีชีวิตของชาวสิงคโปร์และมีข้อห้ามการให้ทิปที่สนามบินอีกด้วย

 

อาหารการกินสิงคโปร์ เกาะเล็กๆที่เป็นเมืองท่าการค้ามาแต่อดีต เป็นสถานที่ที่ประกอบด้วยผู้คนจากหลายเชื้อชาติเข้ามาอยู่รวมกัน ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่ชาวสิงคโปร์จะเป็นศูนย์รวมของความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรม โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกินที่มีให้เลือกสรรมากมาย  ทั้งอาหารอินเดีย อาหารมาเลย์ และอาหารจีนจากหลายภูมิภาค นอกจากนี้ยังมีการผสมผสานอาหารจากต่างถิ่นจนเกิดเป็นสำรับอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ ดังเช่นอาหารพารานากันในฐานะที่เคยไปใช้ชีวิตอยู่ที่สิงค์โปร์มาระยะหนึ่ง ถึงแม้จะล่วงมากว่า 10 ปีแล้วก็ตาม แต่การได้มีโอกาสกลับไปสิงคโปร์อีกครั้ง ผมจึงตั้งใจจะกลับไปลองลิ้มอาหารสิงคโปร์ที่เคยคุ้นเคย และถือโอกาสนี้มาแนะนำอาหารจานเด่นที่ใครไปสิงคโปร์แล้วไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่งครับ

1.หย่งเต่าฝู่ (Yong Tau Foo) หรือก็คือต้นตำหรับ เย็นตาโฟของบ้านเรานั่นเอง หย่งเต่าผู่ เป็นอาหารของชาวจีนแคะ ประกอบด้วยเต้าหู้นานาชนิด มีทั้งที่สอดใส้ลูกชิ้นปลา เต้าหู้ทอด ฟองเต้าหู้ เกี๋ยว ลูกชิ้นปลา นอกจากนี้ยังมี กระเจี๊ยบยัดใส้ลูกชิ้น มะเขือยาวยัดใส้ พริกยัดใส้ ปกติการสั่งหย่งเต่าฝู่แต่ละร้านจะมีถาดให้เราได้เลือกหยิบได้ตามที่ต้องการ โดยคิดราคาต่อชิ้น เมื่อหยิบได้เป็นที่เรียบร้อยก็ส่งให้ทางร้านไปปรุง ส่วนใหญ่จะทำเป็นน้ำซุปใสราดด้วยซอสข้น ทานกับข้าวสวยหรือบะหมี่ 

2.บักกุ๊กเต๋ (Bak Kut Teh) อาหารจานเด็ดอีกชนิดหนึ่งของสิงคโปร์ สันนิษฐานว่าถูกนำมาพร้อมกับแรงงานชาวจีนที่อพยพมาจากมณฑลฟูเจี้ยนในช่วงคริสตศวรรษที่ 19 คำว่า บักกุ๊กเต๋ แปลว่าซุปกระดูกหมู ลักษณะเป็นซุปกระดูกหมูสีเข้ม อุดมไปด้วยเครื่องเทศและสมุนไพร ร้านส่วนใหญ่เสิร์ฟบักกุ๊กเต๋ พร้อมเครื่องเคียงอย่างผักกาดแก้วหรือผักกวางตุ้งไต้หวันผัดน้ำมันหอย ถั่วลิสงต้ม แต่ที่ขาดไม่ได้คือ ปาท่องโก๋ที่หั่นเป็นชิ้นๆสำหรับจุ่มกับซุปกระดูกหมูจนชุ่ม ทานพร้อมกับข้าวสวยร้อนๆสำหรับร้านที่ผมแนะนำ เป็นร้านดังที่ร่ำลือว่านายกรัฐมนตรีของไทยหลายคนได้เคยมาลิ้มลองกันแล้ว ร้าน Ng Ah Sio Pork Ribs Soup Eating House ตั้งอยู่บนถนน Rangoon นั่ง MRT มาที่สถานี Farrer Park แล้วเดินไปตามถนน Rangoon จะพบกับร้านบักกุ๊กเต๋ชื่อดังที่มีลูกค้าหนาแน่นตลอดเวลา บักกุ๊กเต๋ ของร้านนี้รสชาติจัดจ้านและเผ็ดร้อนด้วยพริกไทย ถึงแม้พนักงานเสิร์ฟจะพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้แต่ก็มีเมนูที่มีรูปประกอบชัดเจน เครื่องเคียงบักกุ๊กเต๋ที่นี่มีให้เลือกหลายชนิด ทั้ง ปาท่องโก๋ ถั๋วลิสงต้ม ใส้หมูพะโล้ ผักดอง และผักผัดน้ำมันหอย อย่าลืมสั่งชาร้อนที่มีเตาไฟกับกาต้มน้ำให้ชงกันที่โต๊ะได้เลย และที่สำคัญ น้ำซุปที่นี่เติมฟรี ซดกันได้เต็มที่เลย

3.นาซี ลมะก์ (Nazi Lemak) เมนูอาหารเช้าของชาวมาเลย์ที่ปัจจุบันมิใช่เพียงชาวมาเลย์เท่านั้นที่ชื่นชอบ นาซี ลมะก์ ยังเป็นที่นิยมของชาวสิงคโปร์เชื้อสายจีนและอินเดียอีกด้วย นาซี ละมะก์ เป็นภาษามาเลย์แปลว่าข้าวมัน เป็นการหุงข้าวเจ้ากับกะทิ รับประทานกับเครื่องเคียงที่ประกอบด้วย ปีกไก่ทอด ไข่ดาว ถั่วลิสง ปลากรอบ และน้ำพริก บางครั้งในศูนย์อาหาร เราจะนาซี ลมะก์ห่อด้วยใบเตย เป็นอาหารจานด่วนของชาวสิงคโปร์ที่ซื้อหาติดตัวได้สะดวก แต่ร้านชื่อดังที่ผมได้ไปลิ้มลองมานั้นอยู่ออกนอกเมืองไปพอสมควร แต่ก็เดินทางสะดวกด้วย MRT ไปลงที่สถานี Botanic Garden หลังจากนั้นเดินข้ามถนนมา จะพบกับศูนย์อาหารที่มีร้าน นาซี ลมะก์ ชื่อดังถึง 2 ร้านติดกัน สังเกตุได้จากความยาวของแถวที่มาต่อคิวซื้อข้าวมันทรงเครื่องนี้ อันที่จริงเคล็ดลับความอร่อยของนาซี ลมะก์ อยู่ที่น้ำพริกที่ออกหวานนิดๆ กลมกล่อมด้วยกลิ่นเครื่องเทศ คลุกกับข้าวมันหอมๆ และไก่ทอดหนังกรอบ จึงไม่แปลกใจว่าทำไม นาซี ลมะก์ ของที่นี่จึงเป็นที่นิยมในหมู่ชาวสิงคโปร์

4. อาหารพารานากัน (Peranakan Cuisine) อาจเป็นคำพูดที่ไม่เกินเลยไปนัก ถ้าจะบอกว่าใครที่มาถึงสิงคโปร์แล้วยังไม่ได้ลิ้มลองอาหารพารานากัน เหมือนกับมาไม่ถึงสิงคโปร์ เพราะอาหารชนิดนี้ถือได้ว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาวพารานากันที่สืบทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น คำว่าพารานากัน เป็นชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ที่เดินทางเข้ามายังดินแดนแถบแหลมมลายูและมีการแต่งงานกับชนพื้นเมืองชาวมาเลย์ เกิดเป็นลูกผสมซึ่งมีทั้งจีน-มาเลย์ อินเดีย-มาเลย์ และลูกครึ่งตะวันตก โดยนิยมเรียกหญิงพารานากันที่มีเชื้อสายจีนว่า นอนยา (Nyonya) หรือทางภาคใต้ของบ้านเราเรียกว่า ย่าหยา นั่นเอง ดังนั้นบางครั้งเราอาจได้ยินชื่ออาหารพารานากันในอีกชื่อคือ อาหารนอนยา อาหารพารานากัน มีความละเอียดอ่อนทั้งในเรื่องของกรรมวิธี การเตรียมวัตถุดิบที่ใช้เวลามากและเครื่องปรุงที่ซับซ้อน ลักษณะของอาหารพารานากัน คือการผสมผสานอาหารจีนเข้ากับอาหารมาเลย์ และอาหารอินโดนีเซีย โดยประกอบด้วยวัตถุดิบที่คนไทยคุ้นเคยเช่น กะทิ พริก น้ำมะขามเปียก กะปิ ลักษณะอาหารพารานากัน จะว่าไปก็คล้ายกับแกงต่างๆของบ้านเรา มีบ้างที่บางชนิดอาจมีหน้าตาต่างกันออกไป ร้านอาหารพารานากัน แม้จะมีอยู่ทั่วไปในสิงคโปร์ แต่ถ้าเป็นแหล่งวัฒนธรรมพารานากันคงต้องเป็นย่านกาตงและถนนจูเชียท (Joo Chiat Road) ที่นี่ในอดีตคือย่านพักอาศัยของชาวพารานากันที่ส่วนใหญ่เป็นชนชั้นสูงที่ร่ำรวยจากการค้าขาย ดังนั้นนอกจากจะเต็มไปด้วยร้านอาหารพารานากันหลายร้านแล้ว ตลอดสองข้างทางของถนนจูเชียทยังขนาบไปด้วยเรือนแถวเก่าแก่ที่ผสมผสานสถาปัตยกรรมตะวันตกกับความเป็นจีนเข้าด้วยกัน  ส่วนร้านอาหารที่แนะนำคือ ร้าน Guan Hoe Soon restaurant ร้านแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นร้านอาหารพารานากันที่ขึ้นชื่อที่สุดแห่งหนึ่งของสิงคโปร์ ตั้งอยู่บนถนน จูเชียทเพลส โดยมีเมนูขึ้นชื่อของร้านคือ Ayam Buah Keluak หรือแกงไก่ใส่กะทิที่มาพร้อมกับผล Keluak ที่ต้องนำเข้ามาจากอินโดนีเซียเลยทีเดียว อีกเมนูหนึ่งก็คือ แกงหัวปลา (Fish Head Curry) หรือบ้างร้านใช้ชื่อว่า หัวปลานอนยา (Nyonya Fishhead) เมนูนี้เป็นการนำหัวปลากระพงแดงมาผสมผสานกับเครื่องแกงรสกลมกล่อม เสิร์ฟพร้อมกับมะเขือม่วง มะเขือเทศและกระเจี๊ยบ

5.ข้าวมันไก่ อาหารจานนี้คงไม่ต้องอธิบาย เพราะคนส่วนใหญ่รู้จักกันดีว่าข้าวมันไก่ เป็นของคู่กับมื้ออาหารของชาวสิงคโปร์มาอย่างยาวนาน แทบทุกศูนย์อาหารในสิงคโปร์จะต้องมีร้านข้าวมันไก่อยู่ด้วยอย่างน้อยหนึ่งร้าน ว่ากันว่าข้าวมันไก่เข้ามายังสิงคโปร์โดยชาวจีนจากมณฑลไหหลำ ที่นำสูตรการทำข้าวมันไก่เนื้อนุ่มกับข้าวที่หอมมันมาสู่สิงคโปร์ จนปัจจุบันกลายเป็นอาหารประจำชาติสิงคโปร์ไปแล้ว

 

เทศกาลสำคัญส่วนมากมีความเกี่ยวข้องกับความเชื่อทางศาสนา    เริ่มตั้งแต่

 -  เทศกาลตรุษจีน (Chinese New Year) ในเดือนกุมภาพันธ์ ชาวสิงคโปร์เชื้อสายจีนจะจัดงานเซ่นไหว้เทพเจ้าและงานรื่นเริงสนุกสนานอื่นๆ  โดยรัฐบาล ห้างร้าน และบริษัทต่างๆ จะหยุดทำการเป็นเวลา 2 วัน  แต่บางแห่งอาจหยุดนานถึง 15 วัน  โดยจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ที่ไซน่าทาวน์   มีทั้งขบวนแห่งมังกร  การแสดงดอกไม้ไฟ  และการแสดงแสงสีเสียงต่างๆ ธรรมเนียมปฏิบัติของชาวสิงคโปร์เชื้อสายจีน  คือ  คืนก่อนวันตรุษจีน  แต่ละครอบครัวจะกลับมากินข้าวเย็นกันพร้อมหน้าพร้อมตา  เมื่อทานกันอิ่มแล้ว  พ่อแม่ หรือญาติผู้ใหญ่ก็จะมีการแจกเงิน (อั่งเปา)  ให้ลูกหลานที่ยังไม่ได้แต่งงาน  เพื่อความเป็นสิริมงคลรับปีใหม่   คล้ายกับคนไทยเชื้อสายจีน

-   เทศกาล Good Friday ของชาวคริสต์ในเดือนเมษายน   จัดขึ้นเพื่อระลึกถึงการสละชีวิตของพระเยซูบนไม้กางเขน

เทศกาลวิสาขบูชา (Vesak Day) ของชาวพุทธจัดขึ้นในเดือนพฤษภาคม เพื่อระลึกถึงการประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า

เทศกาล Hari Raya Puasa   เป็นเทศกาลสำคัญของชาวสิงคโปร์เชื้อสายมุสลิม  จัดขึ้นในเดือนตุลาคม (เดือน 10)  ของทุกปีตามปฏิทินอิสลาม  โดยที่ช่วงเช้าชาวมุสลิมจะพร้อมใจกันเข้าสุเหร่าเพื่อประกอบพิธีทางศาสนา   จากนั้นก็เป็นการเฉลิมฉลองในหมู่เพื่อนฝูงหรือครอบครัว  ซึ่งงานนี้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่ถนนเกย์แลง  ศูนย์รวมชาวมุสลิมในสิงคโปร์หลังการสิ้นสุดพิธีถือศีลอดหรือรอมฏอน (Ramadan)

เทศกาล Deepavali   ในเดือนพฤศจิกายน เป็นเทศกาลแห่งแสงสว่างและเป็นงานขึ้นปีใหม่ของชาวฮินดูในสิงคโปร์   ชาวสิงคโปร์เชื้อสายอินเดียที่นับถือศาสนาฮินดู   คำว่า  "ทีปวาลี"  ในภาษาสันสกฤตแปลว่า  "แถวแห่งแสงไฟ"   ดังนั้นเมื่อถึงเทศกาลนี้บ้านเรือนและถนนในย่านลิตเติ้ลอินเดียก็จะประดับตกแต่งด้วยไฟส่องสว่างตลอดค่ำคืน  ถือเป็นการบูชาพระแม่ลักษมี สำหรับบ้านเรือนจะมีการตกแต่งประดับประดาด้วยตะเกียง (Kolam) ที่ทำจากเมล็ดข้าวและเมล็ดธัญพืชที่แห้งสนิท และตกแต่งด้วยสีสดใส ให้เป็นรูปดอกไม้ เส้นรูปทรงเลขาคณิต และนกยูง ตามความเชื่อสมัยโบราณเป็นการเชื้อเชิญเทพเจ้าแห่งความร่ำรวย คือ  พระนางลักษณ์มี  (Mahalakshmi)   จะเสด็จมาจากสวรรค์มาอวยพรสู่ครอบครัวให้เกิดความร่ำรวยตลอดไป งานเฉลิมฉลองเทศกาล Deepavali   เพื่อระลึกถึง ประวัติศาตร์ในอดีต ด้วยการจุดไฟตะเกียงน้ำมันที่เรียกว่า (Diyas)  ตามสถานที่สำคัญทางศาสนา วัด จากแสงเทียนและหลอดไฟให้เกิดแสงสว่าง ซึ่งความหมายของการจุดตะเกียงไฟน้ำมัน เป็นสัญลักษณ์ปลดปล่อยความชั่วร้ายจากจิตใจ และแทนที่ด้วยแสงสว่างจากตะเกียง

 

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ :

-มาริน่า เบย์ (Marina Bay)จุดท่องเที่ยวริมน้ำริมปากอ่าวของสิงคโปร์ เป็นที่ตั้งของร้านค้าหรูหรา ภัตตาคารห้าดาว ร้านสินค้าแบรนด์เนม โรงภาพยนตร์ โรงละครชั้นนำ และรีสอร์ท – คาสิโนชื่อดังระดับโลก มาริน่า เบย์ แซนด์ (Marina Bay Sands) จุดปากอ่าวจุดนี้ ถือเป็นหัวใจหลักของเมืองและเป็นจุดเชื่อมต่อไปยังแหล่งท่องเที่ยวในตัวเมืองจุดอื่นๆ และไม่ไกลจากชิงช้าสวรรค์ยักษ์ (Singapore Flyer) ที่ว่ากันว่าเป็นอีกฟากหนึ่งของ ลอนดอน อาย (The London Eye) ในฝั่งเอเชีย

-มาริน่า เบย์ แซนด์ส (Marina Bay Sands) รีสอร์ทห้าดาวริมอ่าวแห่งนี้ ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นโครงการสร้างระดับชาติของสิงคโปร์เลยทีเดียว เพราะนอกจากจะมีโรงแรมใหญ่ถึง 3 หลังเชื่อมต่อกัน ยังนับเป็นอภิมหาศูนย์รวมความบันเทิง เพราะมีทั้งคาสิโนระดับสากล สวนลอยฟ้าขนาดใหญ่ เดอะ แซนด์ส สกายพาร์ค (The Sands Sky Park) สระว่ายน้ำหรูกลางแจ้งที่สูงที่สุดของโลก โรงภาพยนตร์ โรงละคร ภัตตาคาร ร้านอาหาร ศูนย์การค้า ร้านสินค้าแบรนด์เนมจากทั่วโลก ลานสเก็ตน้ำแข็ง พิพิธภัณฑ์ศิลปะและวิทยศาสตร์ (Art Science Museum) แห่งแรกของโลก ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหลัก ที่หากคุณไปเยือนสิงคโปร์แล้วไม่น่าพลาด

-คลาร์ก คีย์ (Clarke Quay)เป็นแหล่ง “กิน – ดื่ม” ชั้นนำ พร้อมพรั่งไปด้วยร้านอาหารและผับขึ้นชื่อ ตั้งอยู่ริมปากแม่น้ำของสิงคโปร์ ไม่ว่าคุณคิดจะไปชิมปูผัดพริกอันเลื่องชื่อ ไก่ทอดเจ้าอร่อย หรืออาหารเม็กซิกันเผ็ดร้อน และไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน ร้านอาหารแถบนี้จะไม่ทำให้คุณผิดหวัง หรือหากคุณคิดจะนั่งจิบเบียร์เย็นฉ่ำฟังเพลงชิลๆ สารพัดผับที่จัดแบ่งตามแนวเพลงต่างๆ ก็มีอยู่มากมายเพื่อตอบรับทุกรสนิยมดนตรีของผู้มาเยือน

-ออชาร์ด (Orchard) ถนนสายเกษตรกรรมที่ครั้งหนึ่งในอดีตเคยคราคร่ำไปด้วยสวนพริกไทยและเครื่องเทศ แต่ปัจจุบันนี้กลับกลายเป็นถนนช้อปปิ้งเส้นหลักของเมืองสิงคโปร์ เส้นทาง 2.2 กิโลเมตร ที่เต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร โรงแรม ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ไม่ว่าคุณกำลังมาตามหาหมูแผ่นอบน้ำผึ้งชั้นดีสูตรจีนโบราณ หรือแฟชั่นเสื้อผ้าฤดูกาลล่าสุด สารพัดร้านค้าบนถนนออชาร์ดนี้ มีให้คุณเลือกแวะชม และจับจ่ายได้อย่างเพลิดเพลินและไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

-วัดศรีมาริอัมมันต์ (Sri Mariamman Temple) วัดฮินดูโบราณที่เก่าแก่ที่สุดของสิงคโปร์ ตั้งอยู่ในไชน่าทาวน์ (China Town) หรือที่ชาวไทยเรานิยมเรียกจนติดปากกันว่า “วัดแขก สิงคโปร์” รอบๆ ตัวอาคารของวัดทั้งภายในและภายนอก จะมีปะติมากรรมรูปปั้นและรูปแกะสลักลงสีสันสดใสของเทพเจ้า เทพธิดา และสัตว์ร้ายในเทพนิยาย มีความเชื่อกันว่าหากคุณเดินตามเข็มนาฬิการอบพระอุโบสถวัดให้เป็นเลขคี่ คุณจะโชคดี และในช่วงเดือนตุลาคม – พฤศจิกายนของทุกปี จะมีประเพณีลุยไฟทิมิติ (Timiti) ถือเป็นเทศกาลสำคัญประจำปีของวัดนี้

-วัดพระเขี้ยวแก้ว (Tooth Relic Buddha Temple) วัดจีนศิลปกรรมสมัยราชวงศ์ถังผสมศิลปะมันดาลา (Mandala) หลังใหญ่โตอลังการ ตั้งตระหง่านอยู่ในไชน่าทาวน์ (China Town) ซึ่งอาคารชั้นบนสุดของวัดได้บรรจุพระสารีริกธาตุพระทนต์ของพระพุทธเจ้าไว้ในสถูปทองคำหนักกว่า 320 กิโลกรัม ที่ได้มาจากการบริจาคของผู้มีจิตศรัทธา นอกจากนี้ภายในวัดก็ยังมีพิพิธภัณฑสถานทางพุทธศาสนาขนาดย่อม ให้ผู้มาสักการะได้ศึกษา และเยี่ยมชมอีกด้วย

-วัดเจ้าแม่กวนอิม (Kwan Im Thong Hood Cho Temple) วัดเจ้าแม่กวนอิม ที่มีความเชื่อกันว่าหากไปขอพรแล้วจะสมหวัง จึงไม่น่าแปลกใจหากคุณจะเห็นฝูงชนมากมายต่อคิวเข้าไปสักการะขอพรในวัด และหากคุณเชื่อในเรื่องโชคลาง เซียมซีที่วัดแห่งนี้ขึ้นชื่อว่ามีความแม่นยำยิ่งนัก เนื่องด้วยจำนวนผู้คนที่มาสักการะเป็นจำนวนมาก จึงมีการห้ามถ่ายรูปภายในตัววัด และหากพนักงานของวัดมาเก็บธูปของคุณออกจากกระถางหลังจากคุณปักลงไป เพื่อให้ผู้มาสักการะคนถัดมามีที่ปักธูปได้ ก็อย่าไปโกรธเขาเลย

-วัดเซียนฮกเก๋ง (Thian Hock Keng Temple) วัดเซียนฮกเก๋ง หรือวัดแห่งความสุขบนสรวงสวรรค์ สร้างขึ้นเพื่อถวายเทพธิดาแห่งท้องทะเล ที่เชื่อกันว่าช่วยคุ้มครองให้ผู้อพยพเดินทางมาถึงฝั่งเกาะสิงคโปร์ได้โดยปลอดภัย เป็นวัดที่มีความวิจิตรงดงามมาก และขึ้นชื่อได้ว่าเป็นวัดที่สวยที่สุดในสิงคโปร์ ความอัศจรรย์ใจอีกอย่างของวัดนี้ก็คือ โครงสร้างทั้งหมดของวัดถูกสร้างขึ้นมาโดยไม่ใช้ตะปูแม้แต่ตัวเดียว นอกจากนี้ยามคุณจะเดินเข้าภายในตัววัด จะต้องยกเท้าก้าวข้ามธรณีประตูซึ่งมีความสูงเป็นพิเศษ เชื่อกันว่าไว้ป้องกันภูตผีเข้ามาในวัด และเพื่อให้คนที่เข้ามาสักการะก้มหัวทำความเคารพก่อนเดินเข้าวัด

-ยูนิเวิร์ลซัล สตูดิโอ (Universal Studio)สวนสนุกชื่อดังในเขตเซนโตซา (Sentosa) ถึงแม้ว่าจะเป็นสาขาของสวนสนุกระดับอินเตอร์เนชั่นแนลจากฝั่งอเมริกา แต่เครื่องเล่นในสวนสนุกจำนวน 18 ชนิดจากทั้งหมด 24 ชนิด ใน 7 โซนประเภทเครื่องเล่น ได้ถูกออกแบบและปรับแต่งให้เข้ากับอรรถรสของนักท่องเที่ยวท้องถิ่นและความนิยมของชาวสิงคโปร์โดยเฉพาะ ถือเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของยูนิเวิร์ลซัล สตูดิโอ แห่งนี้

-พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ (SEA Aquarium-Marine Life Park)อะควาเรียมระดับ 5 ดาวที่ขึ้นชื่อว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เป็นส่วนหนึ่งของรีสอร์ท เวิล์ด เซนโตซา (Resort World Sentosa) ขึ้นชื่อเรื่องอุโมงค์ใต้ทะเลขนาดมหึมาที่จัดแสดงสัตว์น้ำจากทั่วทุกมุมโลกว่า 100,000 ตัว เรียกได้ว่าตั้งแต่ก้าวแรกที่เยื้องย่างเข้าไปก็ประหนึ่งคุณได้หลุดเข้าไปอยู่ในอีกมิติของโลกใต้น้ำ และด้วยเหตุที่ว่าอะควาเรียมแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตรีสอร์ทแบบครบวงจร ดังนั้นคุณไม่ได้เพียงแค่มาเที่ยวชมสัตว์น้ำเท่านั้น แต่ยังสามารถไปใช้บริการสวนสนุก สวนน้ำ พิพิธภัณฑ์ 3 มิติ ตีมพาร์คต่างๆ รวมไปถึงโรงแรมที่พักในเขตสวนสนุกอีกด้วย และที่สำคัญรีสอร์ทแห่งนี้มีบริการห้องพักพิเศษใต้น้ำ “โอเชี่ยน สวีท (Ocean Suites)” ที่ให้โอกาสคุณนอนนับปลา-ชมวิวใต้ทะเลทั้งยามหลับและยามตื่นอีกต่างหาก           

Visitors: 333,891